ไขคำตอบ! การดึงหน้าผากคืออะไร? ช่วยอะไรบ้าง?

เมื่อเข้าสู่วัยเลข 4 สัญญาณแห่งวัยไม่ได้หยุดอยู่แค่ริ้วรอยรอบดวงตาหรือร่องแก้มเท่านั้น แต่ "หน้าผาก" และ "คิ้ว" คือจุดแรก ๆ ที่ฟ้องอายุได้อย่างชัดเจน หลายคนเริ่มมีปัญหาคิ้วตก หน้าผากย่น หรือดูเหนื่อยล้าตลอดเวลา แม้จะพักผ่อนเพียงพอ การศัลยกรรมดึงหน้าผาก (Forehead Lift) จึงกลายเป็นทางออกยอดนิยมที่ช่วยย้อนวัยใบหน้าส่วนบนให้กลับมาดูสดใส และเสริมบุคลิกภาพให้ดูเป็นมิตรมากขึ้น
การดึงหน้าผากคืออะไร?
การดึงหน้าผาก คือการผ่าตัดเพื่อยกกระชับผิวหนังและกล้ามเนื้อบริเวณหน้าผากที่เกิดความหย่อนคล้อยตามกาลเวลา ให้กลับขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมและดูอ่อนเยาว์อีกครั้ง โดยศัลยแพทย์จะทำการปรับตำแหน่งของเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง ตัดผิวหนังส่วนเกินออกในบางเทคนิค และจัดวางตำแหน่งคิ้วใหม่ให้สวยงาม ช่วยให้ดวงตาดูเปิดกว้าง ลดความหย่อนยานที่กดทับเปลือกตา นับเป็นการแก้ไขปัญหาที่โครงสร้างภายในเพื่อให้ผลลัพธ์ที่เรียบตึงและดูเป็นธรรมชาติ
การดึงหน้าผากช่วยแก้ปัญหาอะไร?
- ลดเลือนริ้วรอยร่องลึก – แก้ไขปัญหารอยย่นบนหน้าผากและรอยขมวดคิ้วที่เกิดจากการแสดงสีหน้าซ้ำ ๆ
- ยกคิ้วและหางตา – แก้ปัญหาคิ้วตก หางตาตก ที่ทำให้ใบหน้าดูเศร้าหรือดูดุ
- เปิดดวงตาให้สดใส – ช่วยลดเนื้อส่วนเกินที่ลงมาปิดชั้นตา ทำให้ดวงตาดูกลมโตและสดใสขึ้น
- ผลลัพธ์ที่ยาวนาน – เนื่องจากเป็นการแก้ไขที่ชั้นกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อ จึงให้ผลลัพธ์ที่คงทนกว่าหัตถการแบบไม่ต้องผ่าตัด
- ปรับโหงวเฮ้ง – ช่วยให้หน้าผากเรียบเนียน ดูมีสง่าราศี และเสริมความมั่นใจในการเข้าสังคม
การดึงหน้าผากเหมาะกับใคร?
- ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ที่เริ่มเห็นความหย่อนคล้อยของใบหน้าส่วนบนชัดเจน
- ผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยร่องลึกบริเวณหน้าผากที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการฉีดสารลดริ้วรอย
- ผู้ที่มีปัญหาคิ้วตกโดยกำเนิด หรือจากภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง
- ผู้ที่เคยศัลยกรรมตาสองชั้นแล้วแต่ชั้นตายังดูหนา ไม่เป็นธรรมชาติเพราะมีคิ้วตกลงมาทับ
- ผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและไม่มีโรคประจำตัวที่เป็นอุปสรรคต่อการผ่าตัด
การดึงหน้ามีกี่แบบ?
ในปัจจุบันการดึงหน้าผาก และการผ่าตัดดึงหน้า ได้พัฒนาเทคนิคมากมาย เพื่อให้ตอบโจทย์ปัญหาผิวและไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล โดยแบ่งออกเป็น 4 เทคนิคหลัก ดังนี้
1. การดึงหน้าผากแบบเปิด (Coronal Brow Lift)
เป็นเทคนิคดั้งเดิมที่ศัลยแพทย์จะเปิดแผลดึงหน้าเป็นแนวยาวบริเวณไรผมจากหูข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่ง วิธีนี้ช่วยให้แพทย์สามารถเลาะพังผืดและตัดผิวหนังส่วนเกินออกได้มาก จึงเหมาะกับผู้ที่มีความหย่อนคล้อยรุนแรงหรือมีหน้าผากกว้างเกินไปและต้องการลดขนาดหน้าผากลงในคราวเดียว
2. การดึงหน้าผากร่วมกับการใช้วัสดุยึดติด (Fixation Devices)
เทคนิคนี้นิยมทำร่วมกับการส่องกล้อง โดยมีการใช้หมุดวัสดุพิเศษทางการแพทย์ที่เรียกว่า Endotine เข้ามาช่วยยึดเกาะเนื้อเยื่อและผิวหนังให้อยู่ในตำแหน่งที่ต้องการได้อย่างมั่นคงและแม่นยำ วัสดุนี้จะค่อย ๆ สลายตัวไปเองตามธรรมชาติหลังจากเนื้อเยื่อสมานตัวเข้าที่แล้ว ช่วยลดโอกาสที่ผิวจะกลับมาหย่อนคล้อยซ้ำได้ดีมาก
3. การดึงหน้าผากผ่านกล้อง (Endoscopic Forehead Lift)
เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมสูงสุดเนื่องจากแผลมีขนาดเล็กเพียง 1-2 เซนติเมตร ประมาณ 3-5 จุด ซ่อนอยู่ตามไรผม แพทย์จะใช้กล้องเอนโดสโคปสอดเข้าไปเพื่อช่วยในการผ่าตัด ทำให้มีความแม่นยำสูง ไม่กระทบต่อเส้นประสาท ลดอาการบวมช้ำ และพักฟื้นได้รวดเร็วกว่าวิธีแบบเปิด
4. การดึงบริเวณหางคิ้ว (Lateral Brow Lift)
เป็นการศัลยกรรมเฉพาะจุดสำหรับผู้ที่เน้นการยกช่วงหางคิ้วและขมับให้ดูเฉี่ยวคมขึ้น (Foxy Eyes) เหมาะกับคนที่มีปัญหาหน้าผากส่วนกลางยังดีอยู่แต่ต้องการปรับรูปคิ้วให้ดูมีมิติและดูโฉบเฉี่ยวมากขึ้น แผลจะมีขนาดเล็กและซ่อนอยู่บริเวณไรผมช่วงขมับ
ศัลยกรรมดึงหน้าผากที่ ALINE Clinic

- แผลหน้าไรผม
- เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดความกว้างของหน้าผาก
- ดูแลและทำความสะอาดแผลได้ง่าย
- อาจมองเห็นรอยแผลที่ด้านหน้าไรผมในช่วงแรก แต่เมื่อแผลสมานสมบูรณ์จะมองแทบไม่เห็น
- แผลในผม
- เหมาะสำหรับผู้ที่หน้าผากแคบ เพราะสามารถเพิ่มความกว้างของหน้าผากได้
- ดูแลและทำความสะอาดแผลยากกว่าเล็กน้อย
- ไม่มีแผลบนใบหน้าเลย เพราะแผลซ่อนอยู่ในไรผม
การเลือกลงแผลด้านหน้าไรผมหรือแผลในผมจะขึ้นอยู่กับความกว้างของหน้าผากแต่ละบุคคล โดยคุณหมอภูวิชจาก ALINE Clinic จะทำการประเมินก่อนวางแผนการผ่าตัด และที่สำคัญ ศัลยกรรมดึงหน้าผากไม่ว่าจะเป็นการลงแผลหน้าไรผมหรือแผลในผม สามารถทำพร้อมกับศัลยกรรมยกคิ้วได้อีกด้วย

การดึงหน้าผาก vs. โบท็อกซ์ vs. ร้อยไหม
หลายคนอาจลังเลระหว่างการดึงหน้าผาก กับการทำหัตถการอื่น ๆ เช่น การฉีดสารลดริ้วรอย (Botulinum Toxin) หรือการร้อยไหม ซึ่งหัตถการเหล่านั้นเหมาะกับปัญหาเริ่มต้นที่ริ้วรอยยังไม่ลึกมากและไม่มีความผิวหย่อนคล้อยสะสม แต่สำหรับคนที่มีปัญหาคิ้วตกจริงจัง การผ่าตัดจะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและให้ผลลัพธ์ที่อยู่ได้นาน 5-10 ปี ในขณะที่วิธีอื่นอาจอยู่ได้เพียง 4-6 เดือนเท่านั้น
“อย่างไรก็ตาม ก่อนเลือกวิธีรักษา หมอต้องพิจารณาจาก "โครงสร้างเนื้อเยื่อ" เป็นสำคัญ หากคนไข้มีปัญหาคิ้วตกจริงจัง (True Brow Ptosis) หรือมีภาวะหนังตาตกทับดวงตาจากการที่คิ้วเลื่อนตกลงมา หมอแนะนำว่าการผ่าตัดดึงหน้าผาก จะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้ดีกว่า เพราะเป็นการเข้าไปจัดตำแหน่งของเนื้อเยื่อและพังผืดในชั้นลึกให้กลับไปอยู่ในจุดที่เหมาะสมครับ”
เคสดึงหน้าผาก ALINE Clinic
เคสดึงหน้าผาก ALINE Clinic ก่อนทำ และหลังทำ 14 วัน
สรุปบทความ การดึงหน้าผาก
การดึงหน้าผาก ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาริ้วรอยร่องลึกเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการปรับสมดุลใบหน้าส่วนบนทั้งหมด ตั้งแต่การยกคิ้วที่ตกให้ได้รูป การเปิดดวงตาให้ดูสดใส ไปจนถึงการจัดระเบียบชั้นกล้ามเนื้อให้เต่งตึง ซึ่งผลลัพธ์จากการผ่าตัดดึงหน้าเฉพาะจุดแบบนี้จะให้ความเป็นธรรมชาติสูงและคงอยู่ได้ยาวนานหลายปี ถือเป็นการลงทุนกับความมั่นใจที่คุ้มค่าในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกเทคนิคที่เหมาะสมกับสภาพผิวและโครงสร้างใบหน้าของแต่ละบุคคล รวมถึงการทำหัตถการโดยศัลยแพทย์ที่มีความชำนาญเพื่อให้แผลดึงหน้าซ่อนได้เนียนและพักฟื้นได้รวดเร็ว
หากคุณกำลังกังวลเรื่องคิ้วตก หน้าผากย่น หรือใบหน้าที่ดูเหนื่อยล้าเกินจริง ที่ ALINE Clinic เราพร้อมดูแลคุณด้วยทีมศัลยแพทย์เฉพาะทางที่เข้าใจศาสตร์แห่งความงามอย่างลึกซึ้ง เราเน้นเทคนิคการผ่าตัดที่แม่นยำ และปลอดภัย เพื่อผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของคุณมากที่สุด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการดึงหน้าผาก
1. การดึงหน้าผากทำให้หน้าผากกว้างขึ้นไหม?
ขึ้นอยู่กับเทคนิคที่ใช้ หากเลือกวิธีดึงหน้าผากผ่านกล้องหน้าผากอาจจะกว้างขึ้นเล็กน้อยจากการยกแนวไรผม แต่หากคนไข้มีหน้าผากกว้างอยู่แล้ว แพทย์จะแนะนำเทคนิคแบบเปิดเพื่อตัดผิวหนังส่วนเกินและลดขนาดหน้าผากลงได้
2. หลังผ่าตัดจะมีอาการชานานไหม?
อาการชาบริเวณหนังศีรษะอาจเกิดขึ้นได้เป็นปกติหลังการผ่าตัด เนื่องจากมีการรบกวนเส้นประสาทเล็กน้อย ซึ่งอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นและหายไปเองภายใน 3-6 เดือน
3. ผลลัพธ์จากการดึงหน้าผากอยู่ได้กี่ปี?
โดยเฉลี่ยผลลัพธ์จะอยู่ได้นานประมาณ 5-10 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเอง การรักษาสุขภาพผิว และปัจจัยด้านอายุของแต่ละบุคคล




