แชร์

ร้อยไหมก้างปลาคืออะไร? ช่วยเรื่องอะไร อยู่ได้นานไหม สรุปให้ครบ!

อัพเดทล่าสุด: 19 ต.ค. 2026
18 ผู้เข้าชม
ร้อยไหมก้างปลาคืออะไร

เมื่อพูดถึงการยกกระชับผิวหน้าและกรอบหน้าที่ให้ผลลัพธ์โดยไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้นนาน “การร้อยไหมก้างปลา” มักจะเป็นหนึ่งในหัตถการอันดับต้น ๆ ที่หลายคนนึกถึง แต่เชื่อว่าหลายคนอาจจะยังมีข้อสงสัยว่า จริง ๆ แล้วร้อยไหมก้างปลาคืออะไร? ช่วยเรื่องอะไรได้บ้าง? และจะอยู่ได้นานแค่ไหน? วันนี้ ALINE Clinic จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับเทคนิคนี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น พร้อมตอบทุกข้อสงสัย เพื่อเป็นข้อมูลก่อนตัดสินใจปรับรูปหน้าให้กลับมาแลดูอ่อนเยาว์และมั่นใจอีกครั้ง

ร้อยไหมก้างปลาคืออะไร?

การร้อยไหมก้างปลา คือเทคนิคการปรับรูปหน้าและยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อย โดยการใช้เส้นไหมละลายทางการแพทย์ร้อยเข้าไปในชั้นใต้ผิวหนัง สาเหตุที่ถูกเรียกว่า "ไหมก้างปลา" เนื่องจากลักษณะของเส้นไหมจะมี “เงี่ยง” (Barbs) เล็ก ๆ ยื่นออกมาคล้ายกับก้างปลา ซึ่งเงี่ยงเหล่านี้จะทำหน้าที่สำคัญในการยึดเกาะกับเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง ช่วยพยุงผิวที่หย่อนคล้อยให้แลดูตึงกระชับขึ้นได้

หลักการทำงานของไหมก้างปลา

เมื่อแพทย์ร้อยเส้นไหมก้างปลาเข้าไปใต้ผิวหนัง เงี่ยงของเส้นไหมจะเกี่ยวและดึงเนื้อเยื่อขึ้นตามทิศทางที่แพทย์ได้ออกแบบไว้ ช่วยพยุงผิวในบริเวณนั้นให้แลดูยกกระชับขึ้น นอกจากนี้ กระบวนการร้อยไหมยังกระตุ้นให้ร่างกายเกิดกระบวนการซ่อมแซมตัวเอง โดยจะมีการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินขึ้นมาบริเวณรอบเส้นไหม ส่งผลให้ผิวมีความยืดหยุ่น กระชับ และแลดูสุขภาพดีขึ้นในระยะยาว แม้เส้นไหมจะละลายหมดไปแล้วก็ตาม

วัสดุของไหมก้างปลาที่นิยมใช้ มีกี่ชนิด?

เส้นไหมก้างปลาที่ใช้ในคลินิกความงามที่ได้มาตรฐาน จะเป็นไหมละลายที่ปลอดภัย สามารถสลายได้ตามธรรมชาติ โดยวัสดุที่นิยมนำมาผลิตเส้นไหมหลัก ๆ จะมีอยู่ 3 ชนิด ซึ่งแต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้

ไหม PDO (Polydioxanone)

เป็นวัสดุที่ได้รับความนิยม มีความยืดหยุ่น นิ่ม ไม่เปราะหักง่าย ขณะที่ร้อยจะไม่รู้สึกระคายเคือง ไหม PDO จะช่วยกระตุ้นคอลลาเจนได้ดี และสามารถละลายสลายไปได้เองตามธรรมชาติในระยะเวลาประมาณ 4-6 เดือน

ไหม PLLA (Polylactate)

เป็นวัสดุที่มีความแข็งและทนต่อแรงดึงได้ดี ช่วยกระตุ้นคอลลาเจน แต่มีข้อจำกัดคือมีความยืดหยุ่นน้อยกว่า จึงอาจมีความเสี่ยงที่ไหมจะเปราะหรือหักได้หากมีการขยับใบหน้าบ่อย ๆ โดยไหม PLLA จะใช้เวลาในการละลายประมาณ 12-18 เดือน

ไหม PCL (Polycaprolactone)

ถือเป็นวัสดุที่ได้รับการพัฒนาให้มีความยืดหยุ่นสูง ไม่เปราะหักง่าย และทนทานต่อแรงดึง เส้นไหม PCL มักจะมีขนาดใหญ่และแข็งแรง ช่วยยกพยุงผิวได้ดี และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน โดยจะใช้เวลาในการละลายประมาณ 18-24 เดือน

ร้อยไหมก้างปลาช่วยเรื่องอะไร? เหมาะกับใครบ้าง?

ร้อยไหมก้างปลาช่วยเรื่องอะไร

การร้อยไหมก้างปลาเป็นเทคนิคที่ตอบโจทย์ปัญหาผิวและรูปหน้าที่หลากหลาย โดยส่วนใหญ่มักจะแนะนำให้กับกลุ่มผู้ที่มีปัญหาดังต่อไปนี้

ผู้ที่มีปัญหาแก้มห้อย ผิวหย่อนคล้อย

เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น คอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิวจะลดลง ทำให้เกิดความหย่อนคล้อยบริเวณพวงแก้มและร่องแก้ม การร้อยไหมก้างปลาจะช่วยพยุงเนื้อเยื่อบริเวณนี้ให้ยกขึ้น ทำให้ร่องแก้มแลดูตื้นขึ้น และพวงแก้มดูกระชับ

ผู้ที่ต้องการให้กรอบหน้าแลดูชัดเจนขึ้น (V-Shape)

สำหรับผู้ที่มีปัญหาหน้าบาน แก้มเยอะ หรือกรอบหน้าไม่ชัด การร้อยไหมลักษณะนี้จะช่วยดึงเนื้อเยื่อบริเวณกรอบหน้าให้ยกกระชับขึ้น ทำให้รูปหน้าดูเรียว เป็น V-Shape และกรอบหน้าแลดูมีมิติมากขึ้น

ผู้ที่ต้องการดูแลรูปหน้าโดยไม่อยากใช้เวลาพักฟื้นนาน

เมื่อเทียบกับการผ่าตัดดึงหน้าแบบดั้งเดิม การร้อยไหมก้างปลาถือเป็นหัตถการที่ใช้เวลาดูแลไม่นาน มีเพียงรอยเข็มเล็ก ๆ และมีอาการบวมช้ำน้อย ทำให้ผู้เข้ารับบริการสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติโดยไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน

ข้อดีและข้อจำกัดของการร้อยไหมก้างปลา

ก่อนตัดสินใจ ควรทำความเข้าใจทั้งข้อดีและข้อจำกัด เพื่อให้สามารถประเมินความเหมาะสมกับปัญหาของตัวเองได้อย่างถูกต้อง

ข้อดีของการร้อยไหมก้างปลา

  • ช่วยพยุงผิวที่หย่อนคล้อยให้กลับมาเต่งตึง ทำให้ใบหน้าแลดูอ่อนเยาว์
  • ปรับรูปหน้าให้ดูเรียว V-Shape กรอบหน้าแลดูคมชัด
  • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ช่วยให้ผิวพรรณดูเปล่งปลั่ง
  • สามารถสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงได้หลังทำ (ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล)
  • เส้นไหมสามารถละลายได้เองตามธรรมชาติ ไม่มีสารตกค้าง
  • ไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้
  • เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ยังไม่พร้อมหรือยังไม่มีข้อบ่งชี้ในการทำดึงหน้า SMAS

ข้อจำกัดของการร้อยไหมก้างปลา

  • ไม่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยมาก หรือมีไขมันสะสมบนใบหน้าเยอะ เพราะอาจจะยกกระชับได้ไม่เต็มที่
  • ผลลัพธ์ไม่ได้อยู่คงทนตลอดไป ต้องกลับมาร้อยซ้ำเมื่อไหมละลายหมด
  • อาจมีอาการบวม ช้ำ หรือรู้สึกตึงรั้งใบหน้าในช่วงแรกหลังทำ
  • หากดูแลโดยผู้ที่ไม่มีความชำนาญ อาจเกิดปัญหาไหมทะลุ หรือเกิดเป็นคลื่นริ้วได้

ร้อยไหมก้างปลาอยู่ได้นานแค่ไหน?

ร้อยไหมก้างปลาอยู่ได้นานแค่ไหน

หลายคนมักสงสัยว่าการดึงหน้าอยู่ได้นานแค่ไหน ด้วยเทคนิคนี้ ระยะเวลาของผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นชนิดของวัสดุไหมที่ใช้ เทคนิคการร้อย สภาพผิวเดิมของแต่ละบุคคล รวมถึงการดูแลตัวเองหลังทำ โดยเฉลี่ยแล้ว ผลลัพธ์จะสามารถคงอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน ถึง 2 ปี (ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล) โดยไหม PDO จะมีระยะเวลาการใช้งานช่วงหนึ่ง ในขณะที่ PLLA และ PCL จะสามารถคงสภาพได้นานกว่า อย่างไรก็ตาม แม้เส้นไหมจะละลายหมดไปแล้ว แต่คอลลาเจนที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ก็จะยังคงช่วยพยุงผิวให้กระชับไปได้อีกระยะหนึ่ง

วิธีเตรียมตัวก่อนและการดูแลตัวเองหลังทำ

เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและลดโอกาสเกิดผลข้างเคียง การเตรียมตัวและดูแลตัวเองทั้งก่อนและหลังรับบริการจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การเตรียมตัวก่อนร้อยไหม

  • งดรับประทานยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด (เช่น แอสไพริน) วิตามิน และอาหารเสริม อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์
  • งดการทำเลเซอร์ ทรีตเมนต์ หรือการสครับผิวหน้า อย่างน้อย 1 สัปดาห์
  • งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่ ก่อนทำอย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง
  • แจ้งประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัว และประวัติการปรับรูปหน้าให้แพทย์ทราบอย่างละเอียด

การดูแลตัวเองหลังร้อยไหม

  • ประคบเย็นบริเวณที่ร้อยไหมในช่วง 2-3 วันแรก เพื่อลดอาการบวมช้ำ
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัส แคะ แกะ เกา หรือนวดคลึงบริเวณใบหน้าแรง ๆ อย่างน้อย 1 เดือน
  • งดการแสดงสีหน้าอย่างรุนแรง เช่น หัวเราะกว้าง อ้าปากกว้าง ในช่วง 2-3 สัปดาห์แรก
  • งดการทำเลเซอร์ ทรีตเมนต์ หรืออบซาวน่า อย่างน้อย 1 เดือน
  • นอนหงายและหนุนหมอนสูงในช่วง 1 สัปดาห์แรก เพื่อลดอาการบวม
  • รับประทานยาตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด

ข้อควรรู้! ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจร้อยไหม

สิ่งสำคัญก่อนตัดสินใจร้อยไหมก้างปลา คือการเลือกสถานพยาบาลหรือคลินิกที่ได้มาตรฐาน สะอาด ปลอดภัย และควรเข้ารับคำปรึกษากับหมอศัลยกรรม หรือแพทย์ผู้ชำนาญการโดยตรง เพื่อให้แพทย์ได้ประเมินสภาพผิว โครงสร้างใบหน้า และวางแผนการปรับรูปหน้าได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ควรตรวจสอบให้มั่นใจว่าคลินิกใช้เส้นไหมแท้ที่ได้มาตรฐาน อย. เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว

สรุปบทความ

การร้อยไหมก้างปลา เป็นเทคนิคการพยุงผิวและปรับรูปหน้าให้เรียว V-Shape โดยการใช้ไหมละลายที่มีเงี่ยงในการดึงเนื้อเยื่อ พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวแลดูอ่อนเยาว์ ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มีปัญหาแก้มห้อย ผิวหย่อนคล้อยปานกลาง และไม่อยากพักฟื้นนาน อย่างไรก็ตาม ควรศึกษาข้อมูล เลือกวัสดุไหมที่เหมาะสม และควรดูแลโดยแพทย์ผู้ชำนาญการในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ตรงใจคุณ หากมีข้อสงสัยหรือต้องการประเมินรูปหน้า สามารถเข้ามาปรึกษาแพทย์ที่ ALINE Clinic ได้

FAQ

ร้อยไหมก้างปลาเจ็บไหม หน้าบวมกี่วัน?

ก่อนร้อยไหมจะมีการใช้ยาชาร่วมด้วย ทำให้ขณะทำจะรู้สึกเจ็บน้อย หรืออาจรู้สึกตึง ๆ เท่านั้น หลังทำอาจมีอาการบวมช้ำหรือระบมเล็กน้อย ซึ่งเป็นอาการทั่วไปและจะค่อย ๆ ยุบลงภายใน 7-14 วัน

ร้อยไหมก้างปลาต้องใช้กี่เส้น?

จำนวนเส้นไหมที่ใช้จะขึ้นอยู่กับสภาพผิว ความหย่อนคล้อย และความต้องการของแต่ละบุคคล โดยทั่วไปอาจใช้ประมาณข้างละ 3-10 เส้น ทั้งนี้ แพทย์จะเป็นผู้ประเมินจำนวนที่เหมาะสมให้ก่อนทำ

หลังร้อยไหมก้างปลาเป็นพังผืดไหม?

หากใช้ไหมละลายทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน เมื่อเส้นไหมละลายไปตามธรรมชาติแล้ว จะไม่มีสารตกค้าง และไม่ก่อให้เกิดปัญหาพังผืดที่ส่งผลเสียในระยะยาว

ร้อยไหมก้างปลากี่วันเห็นผล?

สามารถสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเบื้องต้นได้หลังทำ และจะเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนและเข้าที่มากยิ่งขึ้นในช่วง 1 เดือน หลังจากที่อาการบวมยุบลงและร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นมาล้อมรอบเส้นไหมแล้ว


บทความที่เกี่ยวข้อง
จัดเรียงไขมันใต้ตา VS ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา
มีถุงใต้ตา ร่องน้ำตาลึก หน้าดูเหนื่อยล้า ทำอะไรดี? เปรียบเทียบข้อดีระหว่างการจัดเรียงไขมันใต้ตาและการฉีดฟิลเลอร์ พร้อมคำแนะนำจากแพทย์เฉพาะทาง
ใต้ตาคล้ำร่องน้ำตาลึก ควรฉีดฟิลเลอร์หรือผ่าตัดถุงใต้ตา แบบไหนตอบโจทย์กว่ากัน?
ใต้ตาคล้ำและร่องน้ำตาลึกเป็นปัญหาที่ทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้าและแก่กว่าวัย บทความนี้จะช่วยเปรียบเทียบวิธีฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาและผ่าตัดถุงใต้ตาเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างเหมาะสม
ฉีด PRP โคราช aline clinic
สรุปงานวิจัยระดับโลกปีล่าสุด เปรียบเทียบการฉีด PRP และ PRF รอบดวงตา เทคนิคไหนช่วยลดรอยคล้ำ ใต้ตาหย่อนคล้อย และริ้วรอยได้อย่างเห็นผลและปลอดภัย
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy