ร้อยไหมก้างปลาคืออะไร? ช่วยเรื่องอะไร อยู่ได้นานไหม สรุปให้ครบ!

เมื่อพูดถึงการยกกระชับผิวหน้าและกรอบหน้าที่ให้ผลลัพธ์โดยไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้นนาน “การร้อยไหมก้างปลา” มักจะเป็นหนึ่งในหัตถการอันดับต้น ๆ ที่หลายคนนึกถึง แต่เชื่อว่าหลายคนอาจจะยังมีข้อสงสัยว่า จริง ๆ แล้วร้อยไหมก้างปลาคืออะไร? ช่วยเรื่องอะไรได้บ้าง? และจะอยู่ได้นานแค่ไหน? วันนี้ ALINE Clinic จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับเทคนิคนี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น พร้อมตอบทุกข้อสงสัย เพื่อเป็นข้อมูลก่อนตัดสินใจปรับรูปหน้าให้กลับมาแลดูอ่อนเยาว์และมั่นใจอีกครั้ง
ร้อยไหมก้างปลาคืออะไร?
การร้อยไหมก้างปลา คือเทคนิคการปรับรูปหน้าและยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อย โดยการใช้เส้นไหมละลายทางการแพทย์ร้อยเข้าไปในชั้นใต้ผิวหนัง สาเหตุที่ถูกเรียกว่า "ไหมก้างปลา" เนื่องจากลักษณะของเส้นไหมจะมี “เงี่ยง” (Barbs) เล็ก ๆ ยื่นออกมาคล้ายกับก้างปลา ซึ่งเงี่ยงเหล่านี้จะทำหน้าที่สำคัญในการยึดเกาะกับเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง ช่วยพยุงผิวที่หย่อนคล้อยให้แลดูตึงกระชับขึ้นได้
หลักการทำงานของไหมก้างปลา
เมื่อแพทย์ร้อยเส้นไหมก้างปลาเข้าไปใต้ผิวหนัง เงี่ยงของเส้นไหมจะเกี่ยวและดึงเนื้อเยื่อขึ้นตามทิศทางที่แพทย์ได้ออกแบบไว้ ช่วยพยุงผิวในบริเวณนั้นให้แลดูยกกระชับขึ้น นอกจากนี้ กระบวนการร้อยไหมยังกระตุ้นให้ร่างกายเกิดกระบวนการซ่อมแซมตัวเอง โดยจะมีการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินขึ้นมาบริเวณรอบเส้นไหม ส่งผลให้ผิวมีความยืดหยุ่น กระชับ และแลดูสุขภาพดีขึ้นในระยะยาว แม้เส้นไหมจะละลายหมดไปแล้วก็ตาม
วัสดุของไหมก้างปลาที่นิยมใช้ มีกี่ชนิด?
เส้นไหมก้างปลาที่ใช้ในคลินิกความงามที่ได้มาตรฐาน จะเป็นไหมละลายที่ปลอดภัย สามารถสลายได้ตามธรรมชาติ โดยวัสดุที่นิยมนำมาผลิตเส้นไหมหลัก ๆ จะมีอยู่ 3 ชนิด ซึ่งแต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้
ไหม PDO (Polydioxanone)
เป็นวัสดุที่ได้รับความนิยม มีความยืดหยุ่น นิ่ม ไม่เปราะหักง่าย ขณะที่ร้อยจะไม่รู้สึกระคายเคือง ไหม PDO จะช่วยกระตุ้นคอลลาเจนได้ดี และสามารถละลายสลายไปได้เองตามธรรมชาติในระยะเวลาประมาณ 4-6 เดือน
ไหม PLLA (Polylactate)
เป็นวัสดุที่มีความแข็งและทนต่อแรงดึงได้ดี ช่วยกระตุ้นคอลลาเจน แต่มีข้อจำกัดคือมีความยืดหยุ่นน้อยกว่า จึงอาจมีความเสี่ยงที่ไหมจะเปราะหรือหักได้หากมีการขยับใบหน้าบ่อย ๆ โดยไหม PLLA จะใช้เวลาในการละลายประมาณ 12-18 เดือน
ไหม PCL (Polycaprolactone)
ถือเป็นวัสดุที่ได้รับการพัฒนาให้มีความยืดหยุ่นสูง ไม่เปราะหักง่าย และทนทานต่อแรงดึง เส้นไหม PCL มักจะมีขนาดใหญ่และแข็งแรง ช่วยยกพยุงผิวได้ดี และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน โดยจะใช้เวลาในการละลายประมาณ 18-24 เดือน
ร้อยไหมก้างปลาช่วยเรื่องอะไร? เหมาะกับใครบ้าง?

การร้อยไหมก้างปลาเป็นเทคนิคที่ตอบโจทย์ปัญหาผิวและรูปหน้าที่หลากหลาย โดยส่วนใหญ่มักจะแนะนำให้กับกลุ่มผู้ที่มีปัญหาดังต่อไปนี้
ผู้ที่มีปัญหาแก้มห้อย ผิวหย่อนคล้อย
เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น คอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิวจะลดลง ทำให้เกิดความหย่อนคล้อยบริเวณพวงแก้มและร่องแก้ม การร้อยไหมก้างปลาจะช่วยพยุงเนื้อเยื่อบริเวณนี้ให้ยกขึ้น ทำให้ร่องแก้มแลดูตื้นขึ้น และพวงแก้มดูกระชับ
ผู้ที่ต้องการให้กรอบหน้าแลดูชัดเจนขึ้น (V-Shape)
สำหรับผู้ที่มีปัญหาหน้าบาน แก้มเยอะ หรือกรอบหน้าไม่ชัด การร้อยไหมลักษณะนี้จะช่วยดึงเนื้อเยื่อบริเวณกรอบหน้าให้ยกกระชับขึ้น ทำให้รูปหน้าดูเรียว เป็น V-Shape และกรอบหน้าแลดูมีมิติมากขึ้น
ผู้ที่ต้องการดูแลรูปหน้าโดยไม่อยากใช้เวลาพักฟื้นนาน
เมื่อเทียบกับการผ่าตัดดึงหน้าแบบดั้งเดิม การร้อยไหมก้างปลาถือเป็นหัตถการที่ใช้เวลาดูแลไม่นาน มีเพียงรอยเข็มเล็ก ๆ และมีอาการบวมช้ำน้อย ทำให้ผู้เข้ารับบริการสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติโดยไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน
ข้อดีและข้อจำกัดของการร้อยไหมก้างปลา
ก่อนตัดสินใจ ควรทำความเข้าใจทั้งข้อดีและข้อจำกัด เพื่อให้สามารถประเมินความเหมาะสมกับปัญหาของตัวเองได้อย่างถูกต้อง
ข้อดีของการร้อยไหมก้างปลา
- ช่วยพยุงผิวที่หย่อนคล้อยให้กลับมาเต่งตึง ทำให้ใบหน้าแลดูอ่อนเยาว์
- ปรับรูปหน้าให้ดูเรียว V-Shape กรอบหน้าแลดูคมชัด
- กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ช่วยให้ผิวพรรณดูเปล่งปลั่ง
- สามารถสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงได้หลังทำ (ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล)
- เส้นไหมสามารถละลายได้เองตามธรรมชาติ ไม่มีสารตกค้าง
- ไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้
- เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ยังไม่พร้อมหรือยังไม่มีข้อบ่งชี้ในการทำดึงหน้า SMAS
ข้อจำกัดของการร้อยไหมก้างปลา
- ไม่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยมาก หรือมีไขมันสะสมบนใบหน้าเยอะ เพราะอาจจะยกกระชับได้ไม่เต็มที่
- ผลลัพธ์ไม่ได้อยู่คงทนตลอดไป ต้องกลับมาร้อยซ้ำเมื่อไหมละลายหมด
- อาจมีอาการบวม ช้ำ หรือรู้สึกตึงรั้งใบหน้าในช่วงแรกหลังทำ
- หากดูแลโดยผู้ที่ไม่มีความชำนาญ อาจเกิดปัญหาไหมทะลุ หรือเกิดเป็นคลื่นริ้วได้
ร้อยไหมก้างปลาอยู่ได้นานแค่ไหน?

หลายคนมักสงสัยว่าการดึงหน้าอยู่ได้นานแค่ไหน ด้วยเทคนิคนี้ ระยะเวลาของผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นชนิดของวัสดุไหมที่ใช้ เทคนิคการร้อย สภาพผิวเดิมของแต่ละบุคคล รวมถึงการดูแลตัวเองหลังทำ โดยเฉลี่ยแล้ว ผลลัพธ์จะสามารถคงอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน ถึง 2 ปี (ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล) โดยไหม PDO จะมีระยะเวลาการใช้งานช่วงหนึ่ง ในขณะที่ PLLA และ PCL จะสามารถคงสภาพได้นานกว่า อย่างไรก็ตาม แม้เส้นไหมจะละลายหมดไปแล้ว แต่คอลลาเจนที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ก็จะยังคงช่วยพยุงผิวให้กระชับไปได้อีกระยะหนึ่ง
วิธีเตรียมตัวก่อนและการดูแลตัวเองหลังทำ
เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและลดโอกาสเกิดผลข้างเคียง การเตรียมตัวและดูแลตัวเองทั้งก่อนและหลังรับบริการจึงเป็นสิ่งสำคัญ
การเตรียมตัวก่อนร้อยไหม
- งดรับประทานยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด (เช่น แอสไพริน) วิตามิน และอาหารเสริม อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์
- งดการทำเลเซอร์ ทรีตเมนต์ หรือการสครับผิวหน้า อย่างน้อย 1 สัปดาห์
- งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่ ก่อนทำอย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง
- แจ้งประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัว และประวัติการปรับรูปหน้าให้แพทย์ทราบอย่างละเอียด
การดูแลตัวเองหลังร้อยไหม
- ประคบเย็นบริเวณที่ร้อยไหมในช่วง 2-3 วันแรก เพื่อลดอาการบวมช้ำ
- หลีกเลี่ยงการสัมผัส แคะ แกะ เกา หรือนวดคลึงบริเวณใบหน้าแรง ๆ อย่างน้อย 1 เดือน
- งดการแสดงสีหน้าอย่างรุนแรง เช่น หัวเราะกว้าง อ้าปากกว้าง ในช่วง 2-3 สัปดาห์แรก
- งดการทำเลเซอร์ ทรีตเมนต์ หรืออบซาวน่า อย่างน้อย 1 เดือน
- นอนหงายและหนุนหมอนสูงในช่วง 1 สัปดาห์แรก เพื่อลดอาการบวม
- รับประทานยาตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด
ข้อควรรู้! ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจร้อยไหม
สิ่งสำคัญก่อนตัดสินใจร้อยไหมก้างปลา คือการเลือกสถานพยาบาลหรือคลินิกที่ได้มาตรฐาน สะอาด ปลอดภัย และควรเข้ารับคำปรึกษากับหมอศัลยกรรม หรือแพทย์ผู้ชำนาญการโดยตรง เพื่อให้แพทย์ได้ประเมินสภาพผิว โครงสร้างใบหน้า และวางแผนการปรับรูปหน้าได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ควรตรวจสอบให้มั่นใจว่าคลินิกใช้เส้นไหมแท้ที่ได้มาตรฐาน อย. เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว
สรุปบทความ
การร้อยไหมก้างปลา เป็นเทคนิคการพยุงผิวและปรับรูปหน้าให้เรียว V-Shape โดยการใช้ไหมละลายที่มีเงี่ยงในการดึงเนื้อเยื่อ พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวแลดูอ่อนเยาว์ ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มีปัญหาแก้มห้อย ผิวหย่อนคล้อยปานกลาง และไม่อยากพักฟื้นนาน อย่างไรก็ตาม ควรศึกษาข้อมูล เลือกวัสดุไหมที่เหมาะสม และควรดูแลโดยแพทย์ผู้ชำนาญการในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ตรงใจคุณ หากมีข้อสงสัยหรือต้องการประเมินรูปหน้า สามารถเข้ามาปรึกษาแพทย์ที่ ALINE Clinic ได้
FAQ
ร้อยไหมก้างปลาเจ็บไหม หน้าบวมกี่วัน?
ก่อนร้อยไหมจะมีการใช้ยาชาร่วมด้วย ทำให้ขณะทำจะรู้สึกเจ็บน้อย หรืออาจรู้สึกตึง ๆ เท่านั้น หลังทำอาจมีอาการบวมช้ำหรือระบมเล็กน้อย ซึ่งเป็นอาการทั่วไปและจะค่อย ๆ ยุบลงภายใน 7-14 วัน
ร้อยไหมก้างปลาต้องใช้กี่เส้น?
จำนวนเส้นไหมที่ใช้จะขึ้นอยู่กับสภาพผิว ความหย่อนคล้อย และความต้องการของแต่ละบุคคล โดยทั่วไปอาจใช้ประมาณข้างละ 3-10 เส้น ทั้งนี้ แพทย์จะเป็นผู้ประเมินจำนวนที่เหมาะสมให้ก่อนทำ
หลังร้อยไหมก้างปลาเป็นพังผืดไหม?
หากใช้ไหมละลายทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน เมื่อเส้นไหมละลายไปตามธรรมชาติแล้ว จะไม่มีสารตกค้าง และไม่ก่อให้เกิดปัญหาพังผืดที่ส่งผลเสียในระยะยาว
ร้อยไหมก้างปลากี่วันเห็นผล?
สามารถสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเบื้องต้นได้หลังทำ และจะเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนและเข้าที่มากยิ่งขึ้นในช่วง 1 เดือน หลังจากที่อาการบวมยุบลงและร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นมาล้อมรอบเส้นไหมแล้ว


