แชร์

ทำไมศัลยกรรมตัดถุงใต้ตาแล้วตาปลิ้น เกิดจากอะไรและรักษาอย่างไร?

อัพเดทล่าสุด: 23 มิ.ย. 2026
30 ผู้เข้าชม
ตัดถุงใต้ตาแล้วตาปลิ้น

การทำศัลยกรรมเพื่อลดปัญหาความหย่อนคล้อยรอบดวงตาในปัจจุบันเป็นที่นิยมมาก แต่หนึ่งในภาวะที่หลายคนกังวลคือปัญหา ตัดถุงใต้ตาแล้วตาปลิ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นใจ และสุขภาพดวงตาได้ บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าภาวะนี้เกิดจากอะไร อาการเป็นอย่างไร รวมถึงแนวทางการปรับแก้ไขอย่างถูกวิธี เพื่อให้คุณกลับมามีดวงตาที่แลดูเป็นธรรมชาติอีกครั้ง

 

อาการตาปลิ้น (Ectropion) หลังผ่าตัดถุงใต้ตามีลักษณะอย่างไร?

ภาวะตาปลิ้น หรือ Ectropion คือลักษณะที่ขอบเปลือกตาล่างแบะออกด้านนอก ทำให้ไม่แนบชิดกับลูกตาตามปกติ ส่งผลให้มองเห็นเยื่อบุตาด้านในที่เป็นสีแดง ผู้ที่มีอาการนี้มักจะไม่สามารถหลับตาได้สนิท ทำให้เกิดการระคายเคือง แสบตา ตาแห้ง หรือในบางรายอาจมีน้ำตาไหลเอ่อล้นอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากท่อน้ำตาไม่อยู่ในตำแหน่งที่จะระบายน้ำตาได้ตามปกติ ซึ่งเป็นภาวะที่ควรได้รับการประเมินและดูแลโดยแพทย์

 

ใครบ้างที่มีความเสี่ยงเกิดภาวะตาปลิ้นหลังตัดถุงใต้ตา?

ปัญหาตัดถุงใต้ตาแล้วตาปลิ้น ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน แต่มีปัจจัยบางประการที่เพิ่มโอกาสให้เกิดภาวะนี้ได้ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่

 

1. กลุ่มเสี่ยงจากโครงสร้างกายภาพและพฤติกรรมของคนไข้

ผู้ที่มีอายุมากขึ้นมักมีความเสี่ยงเนื่องจากความแข็งแรงของเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อเปลือกตาลดลง นอกจากนี้ ผู้ที่มีโครงกระดูกเบ้าตาต่ำ โหนกแก้มไม่สูงรับกับดวงตา ก็มีโอกาสที่เปลือกตาจะรั้งลงมาได้ง่าย รวมถึงผู้ที่มีพฤติกรรมชอบขยี้ตาแรง ๆ เป็นประจำ ผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์มาเป็นเวลานานจนเปลือกตายืดหย่อน หรือผู้ที่เคยมีประวัติอุบัติเหตุบริเวณรอบดวงตามาก่อน ล้วนเป็นกลุ่มที่มีโครงสร้างเปลือกตาไม่แข็งแรง

 

2. ความเสี่ยงที่เกิดจากเทคนิคและความผิดพลาดในการผ่าตัด

สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งมาจากการประเมินก่อนการผ่าตัดถุงใต้ตาที่อาจคลาดเคลื่อน เช่น การนำผิวหนังออกมากเกินไปจนเกิดแรงดึงรั้ง การเกิดบาดแผลที่กระทบต่อกล้ามเนื้อรอบดวงตาที่ทำหน้าที่พยุงเปลือกตา หรือการใช้จี้ไฟฟ้าในการห้ามเลือดมากเกินไปจนเกิดพังผืดใต้ผิวหนัง ซึ่งพังผืดเหล่านี้อาจดึงรั้งให้ขอบตาล่างปลิ้นออกได้

 

การประเมินโครงสร้างดวงตาก่อนผ่าตัดมีความสำคัญอย่างไร?

ตัดถุงใต้ตาแล้วตาปลิ้น

การประเมินอย่างละเอียดโดยแพทย์ก่อนทำหัตถการ เป็นขั้นตอนที่สำคัญในการช่วยลดความเสี่ยง โดยแพทย์จะทำการตรวจเช็กดังนี้

  • ประเมินความหย่อนคล้อยของเปลือกตา : ทดสอบความยืดหยุ่น (Snap Back Test และ Distraction Test) เพื่อดูว่าเปลือกตาล่างมีความหย่อนคล้อยระดับใด
  • ตรวจระดับโครงกระดูกเบ้าตา (Orbital Vectors) : เทียบระดับความสูงของกระดูกเบ้าตากับความโค้งของกระจกตา หากพบว่ากระดูกเบ้าตาต่ำ จะต้องเพิ่มความระมัดระวังในการเลือกเทคนิคให้เหมาะสม
  • ประเมินความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบดวงตา : ทดสอบให้คนไข้หลับตาปกติและหลับตาแน่น เพื่อดูประสิทธิภาพการทำงานของกล้ามเนื้อ

 

แพทย์มีเทคนิคป้องกันเพื่อไม่ให้ตัดถุงใต้ตาแล้วตาปลิ้นอย่างไร?

เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของปัญหาตัดถุงใต้ตา ตาปลิ้น แพทย์จะมีการวางแผนและใช้เทคนิคที่เหมาะสมกับโครงสร้างของคนไข้แต่ละราย ดังนี้

  • ประเมินการตัดผิวหนังอย่างระมัดระวัง (Conservative Skin Removal) : หลีกเลี่ยงการนำผิวหนังบริเวณใต้ตาออกมากเกินความจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแรงดึงรั้งเปลือกตาล่าง
  • พิจารณาเทคนิคแผลใน (Transconjunctival Approach) : ในกลุ่มคนไข้ที่มีความเสี่ยง เช่น กระดูกเบ้าตาต่ำ หรือกล้ามเนื้อตาไม่แข็งแรง แพทย์อาจพิจารณาการทำผ่านเยื่อบุตาด้านในแทน เพื่อลดโอกาสเกิดแผลดึงรั้งผิวหนังด้านนอก
  • รักษาโครงสร้างและแผ่นกั้นเบ้าตา : หลีกเลี่ยงการบาดเจ็บต่อแผ่นกั้นเบ้าตา (Orbital Septum) รวมถึงเย็บกระชับอย่างถูกวิธีเพื่อไม่ให้เกิดการตึงรั้งผิดรูป
  • ควบคุมการเกิดพังผืด : ใช้เทคนิคที่ถนอมเนื้อเยื่อ และหลีกเลี่ยงการจี้ห้ามเลือดที่มากเกินพอดี เพื่อลดโอกาสการเกิดพังผืดที่อาจดึงรั้งเปลือกตา

 

หากตัดถุงใต้ตาแล้วตาปลิ้นจะหายไหม รักษาอย่างไรได้บ้าง?

ตัดถุงใต้ตาแล้วตาปลิ้น

หากเกิดภาวะตัดถุงใต้ตา ตาปลิ้นขึ้นแล้ว สามารถเข้าพบแพทย์เพื่อประเมินและปรับแก้ไขให้ดวงตาแลดูเป็นธรรมชาติมากขึ้นได้ โดยแพทย์จะพิจารณาจากสาเหตุและเลือกวิธีดังนี้

 

1. วิธีบรรเทาและดูแลดวงตาในเบื้องต้น

ในระยะแรก นอกจากการปฏิบัติตามวิธีดูแลหลังผ่าตัดใต้ตาอย่างเคร่งครัดแล้ว แพทย์อาจแนะนำให้ใช้น้ำตาเทียมหยอดระหว่างวัน และใช้ยาขี้ผึ้งป้ายตาก่อนนอนร่วมกับการใช้เทปทางการแพทย์หรือที่ครอบตา เพื่อรักษาความชุ่มชื้นและป้องกันกระจกตาแห้งขณะนอนหลับ

 

2. การผ่าตัดแก้ไขกรณีตัดผิวหนังออกมากเกินไป

หากปัญหาเกิดจากการนำผิวหนังออกมากเกินไป แพทย์อาจพิจารณาการปรับแก้ไขแผลเป็น (Scar Revision) หรือในบางรายอาจต้องใช้เทคนิคการปลูกถ่ายผิวหนัง (Skin Graft) โดยนำผิวหนังจากบริเวณอื่นมาทดแทนส่วนที่ขาดหายไป เพื่อพยุงตาล่างให้กลับมาอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม

 

3. การผ่าตัดกระชับสำหรับกรณีเส้นเอ็นตาล่างหย่อนคล้อย

กรณีที่ตาปลิ้นเกิดจากโครงสร้างเอ็นตาล่างไม่แข็งแรง แพทย์อาจใช้เทคนิคกระชับเอ็นตาล่าง (Lateral Tarsal Strip) โดยการเย็บยึดเอ็นตาล่างเข้ากับกระดูกเบ้าตาด้านข้าง เพื่อช่วยให้เปลือกตาตึงกระชับและกลับเข้าสู่ตำแหน่งปกติ

 

ภาวะตาปลิ้นปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา อันตรายต่อดวงตารุนแรงแค่ไหน?

หากปล่อยภาวะตาปลิ้นทิ้งไว้ จะทำให้ดวงตาสัมผัสกับลมและฝุ่นละอองตลอดเวลา นำไปสู่อาการตาแห้ง ระคายเคือง เยื่อบุตาอักเสบ และอาจเกิดแผลที่กระจกตาได้ ซึ่งหากมีการอักเสบสะสมอาจส่งผลกระทบต่อการมองเห็นและสุขภาพดวงตาในระยะยาว

 

สรุปบทความ

ปัญหาตัดถุงใต้ตา ตาปลิ้น เป็นภาวะที่สามารถป้องกันและลดความเสี่ยงได้ หากได้รับการประเมินโครงสร้างอย่างรอบคอบด้วยเทคนิคที่เหมาะสมจากแพทย์ หากคุณมีความกังวลเกี่ยวกับการทำหัตถการรอบดวงตา ALINE Clinic มีทีมแพทย์ที่พร้อมให้คำปรึกษา ประเมินโครงสร้างดวงตาอย่างละเอียด และวางแผนการปรับรูปตาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพื่อช่วยลดปัญหาและเพิ่มความมั่นใจให้คุณ

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปัญหาตัดถุงใต้ตา ตาปลิ้น

1. อาการตาปลิ้นหลังผ่าตัดถุงใต้ตาช่วงแรก ถือเป็นเรื่องปกติที่หายเองได้ไหม?

ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก อาจมีอาการเปลือกตาแบะออกเล็กน้อยจากภาวะบวมช้ำ ซึ่งอาการบวมจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ แต่หากผ่านไปหลายสัปดาห์แล้วยังมีลักษณะตาปลิ้น ควรพบแพทย์เพื่อประเมินซ้ำ

 

2. หากต้องผ่าตัดแก้ไขตาปลิ้น ควรเว้นระยะเวลาห่างจากรอบแรกนานเท่าไหร่?

แพทย์มักแนะนำให้รอประมาณ 3-6 เดือน เพื่อให้เนื้อเยื่อสมานตัวและอาการบวมยุบลง ซึ่งจะช่วยให้การประเมินโครงสร้างเพื่อปรับแก้ไขมีความแม่นยำมากขึ้น

 

3. วิธีเลือกคลินิกตัดถุงใต้ตาอย่างไรให้ปลอดภัยและไม่เสี่ยงตาปลิ้นซ้ำสอง?

ควรเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน และดูแลโดยแพทย์ที่มีการประเมินโครงสร้างกระดูกเบ้าตาและความยืดหยุ่นของเปลือกตาอย่างละเอียดก่อนทำเสมอ


บทความที่เกี่ยวข้อง
ตัดถุงใต้ตาโคราช
ปัญหาถุงใต้ตาและความหมองคล้ำ เป็นหนึ่งในสัญญาณแห่งวัยที่ทำให้ใบหน้าดูอ่อนล้า โทรม และดูมีอายุมากกว่าความเป็นจริง แม้หลายคนจะพยายามดูแลด้วยครีมบำรุง การแต่งหน้า หรือการฉีดฟิลเลอร์ แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างถาวร
ลักษณะคิ้วตก brow ptosis
เจาะลึกกันว่าปัญหาคิ้วตกเกิดจากอะไร มีลักษณะแบบไหนบ้าง และจะมีวิธี แก้คิ้วตก อย่างไรให้ใบหน้ากลับมาดูเด็กลง สดใส และเป็นธรรมชาติอีกครั้ง
หน้าแก่
เมื่ออายุมากขึ้น หลายคนเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบนใบหน้า ทั้งริ้วรอย ความหย่อนคล้อย และปัญหาอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อความมั่นใจของเรา มาดูกันว่า “6 จุดบนใบหน้า” ที่เป็นตัวการทำให้ดูแก่ก่อนวัยมีอะไรบ้าง และสามารถแก้ไขได้อย่างไร
icon-messenger
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy