แชร์

เทคนิคดึงหน้าลึกระดับ Deep Plane Facelift คืออะไร? ทำไมถึงผลลัพธ์ยาวนานกว่า SMAS Facelift

อัพเดทล่าสุด: 4 ก.ค. 2026
27 ผู้เข้าชม
ดึงหน้า deep plane facelift โคราช

เมื่ออายุมากขึ้น ความหย่อนคล้อยบนใบหน้าเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งร่องแก้มที่ลึกขึ้น ร่องน้ำหมาก และความหย่อนคล้อยบริเวณกรอบหน้า (Jowls) ปัจจุบันการ ผ่าตัดดึงหน้า (Facelift) จึงเป็นทางเลือกยอดนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการย้อนวัยให้ใบหน้ากลับมาเต่งตึงและดูอ่อนเยาว์อีกครั้ง

แต่ทราบหรือไม่ว่า เทคนิคการดึงหน้านั้นมีหลายระดับ และเทคนิคที่กำลังได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติและยาวนานที่สุดในปัจจุบันคือ Deep Plane Facelift วันนี้ ALINE Clinic จะพาทุกคนไปเจาะลึกกันว่า เทคนิคนี้คืออะไร และทำไมถึงได้ผลลัพธ์ที่เหนือกว่าการดึงหน้าแบบ SMAS Facelift ทั่วไป

โครงสร้างชั้นผิวและสาเหตุของใบหน้าหย่อนคล้อย

ก่อนจะไปทำความเข้าใจชั้นเทคนิคการดึงหน้า เรามาทำความรู้จักกับโครงสร้างชั้นผิวที่เป็นหัวใจสำคัญในการผ่าตัดกันก่อน ผิวหน้าของเราประกอบด้วยชั้นสำคัญๆ ดังนี้

  1. ชั้นผิวหนังและไขมันใต้ผิวหนัง (Skin & Subcutaneous Fat) ชั้นนอกสุดที่แสดงริ้วรอยและความหย่อนคล้อย
  2. ชั้น SMAS (Superficial Muscular Aponeurotic System) ชั้นเนื้อเยื่อพังผืดและกล้ามเนื้อที่ควบคุมการแสดงอารมณ์ของใบหน้า เป็นชั้นสำคัญที่ใช้ในการดึงหน้า
  3. เส้นเอ็นยึดผิว (Retaining Ligaments) เส้นเอ็นที่ทำหน้าที่ยึดเหนี่ยวชั้นกล้ามเนื้อและผิวหนังไว้กับโครงกระดูกใบหน้า

เมื่อเราอายุมากขึ้น เส้นยึดผิว (Retaining Ligaments) จะเริ่มเสื่อมสภาพและหย่อนตัวลง ส่งผลให้ไขมันบนใบหน้า (โดยเฉพาะบริเวณแก้ม หรือ Malar Fat Pad) เคลื่อนตัวย้อยลงด้านล่างตามแรงโน้มถ่วง เกิดเป็นร่องแก้มลึก ร่องน้ำหมาก และกรอบหน้าที่ไม่ชัดเจน

เปรียบเทียบเทคนิค SMAS Facelift vs Deep Plane Facelift

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เรามาเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง 2 เทคนิคนี้กันครับ

1. การดึงหน้าแบบ SMAS Facelift (เทคนิคดั้งเดิม)
การดึงหน้าแบบ SMAS Lift เป็นเทคนิคที่ศัลยแพทย์จะทำการแยกชั้นผิวหนังออกจากชั้น SMAS จากนั้นจะทำการดึงขยับหรือตัดแต่งเฉพาะชั้น SMAS ให้ตึงขึ้น แล้วเย็บปิด

  • ข้อจำกัด: เนื่องจากไม่ได้เข้าไปเลาะแยกในส่วนของเส้นยึดผิว (Retaining Ligaments) ที่อยู่ลึกลงไป ทำให้การขยับปรับตำแหน่งเนื้อเยื่อทำได้จำกัด หากดึงตึงมากเกินไปอาจทำให้ใบหน้าดูแห้ง ตึงรั้ง ไม่เป็นธรรมชาติ และผลลัพธ์มักจะอยู่ได้สั้นกว่าเนื่องจากแรงตึงตกไปอยู่ใต้ชั้นผิวหนังเป็นหลัก 

2. การดึงหน้าแบบ Deep Plane Facelift (เทคนิคขั้นสูง)
Deep Plane Facelift เป็นเทคนิคการผ่าตัดขั้นสูงที่ศัลยแพทย์จะไม่แยกผิวหนังออกจากชั้น SMAS แต่จะทำการเข้าสู่ชั้นที่ลึกกว่านั้น (Deep Plane) ซึ่งอยู่ใต้ชั้น SMAS ลงไป

  • กลไกการทำงาน: ศัลยแพทย์จะเข้าไปเคลียร์และคลายเส้นยึดผิว (Retaining Ligaments) ที่ยึดเกาะแน่นอยู่กับกระดูกออกอย่างแม่นยำ ทำให้สามารถยกกระชับทั้งชั้นผิวหนัง ไขมันแก้ม (Malar Fat Pad) และชั้น SMAS ขึ้นไปพร้อมๆ กันในลักษณะที่เป็นผืนเดียวกัน 

ทำไม Deep Plane Facelift ถึงให้ผลลัพธ์ที่ยาวนานและเป็นธรรมชาติกว่า?

เหตุผลที่ทำให้การทำ ดึงหน้า Deep Plane กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการย้อนวัย

  • แก้ปัญหาที่ต้นตอ เพราะขจัดความตึงรั้งของเส้นยึดผิวชั้นลึก ทำให้สามารถจัดตำแหน่งกลุ่มไขมันและกล้ามเนื้อที่ตกพ้อยลงมาให้กลับไปอยู่ในจุดที่ถูกต้องตอนเราเป็นวัยรุ่นได้อย่างแท้จริง
  • ผลลัพธ์ยาวนานกว่า การดึงหน้าในชั้นลึกแบบไร้แรงตึงรั้งบนผิวหนังชั้นนอก ช่วยลดการคลายตัวของผิวหนังหลังผ่าตัด ทำให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้ยาวนานกว่าเทคนิคทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด อยู่ได้นาน 10-15 ปี และขึ้นกับสภาพผิวและการดูแลของแต่ละบุคคล
  • ใบหน้าดูละมุน เป็นธรรมชาติ ไม่โป๊ะ หมดกังวลเรื่องหน้าตึงรั้ง หน้าเปลี่ยน หรือปากเบี้ยวผิดธรรมชาติ เพราะผิวหนังไม่ได้ถูกดึงให้ขึงตึง แต่เป็นการยกโครงสร้างองค์รวมจากภายในขึ้นไป
  • แก้ปัญหาร่องแก้มและร่องน้ำหมากได้ดีที่สุด เป็นเทคนิคเดียวที่สามารถเข้าถึงและยกกระชับไขมันบริเวณแก้ม (Malar Fat Pad) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงช่วยเติมเต็มวอลลุ่มให้แก้มดูอิ่มฟูและลดเลือนร่องแก้มลึกได้อย่างดีเยี่ยม

ใครคือผู้ที่เหมาะสมกับการทำ Deep Plane Facelift?

แม้ว่าจะเป็นเทคนิคที่ยอดเยี่ยม แต่การพิจารณาความเหมาะสมจะต้องขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ โดยทั่วไปผู้ที่เหมาะกับเทคนิคนี้

  • ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป หรือเริ่มมีปัญหาความหย่อนคล้อยชัดเจน
  • ผู้ที่มีปัญหาร่องแก้มลึก ร่องน้ำหมากลึก และมีแก้มห้อยย้อยบริเวณกราม 
  • ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์การย้อนวัยที่ดูเป็นธรรมชาติ และให้ผลลัพธ์คงอยู่ยาวนาน
  • ผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวร้ายแรงที่มีผลต่อการหายของแผล และไม่สูบบุหรี่ (หรือสามารถงดสูบบุหรี่ตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนดได้)

สรุปความคุ้มค่าของการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ใบหน้า

การผ่าตัดดึงหน้าเป็นการลงทุนกับตัวเองในระยะยาว แม้ว่าเทคนิค Deep Plane Facelift จะอาศัยความเชี่ยวชาญขั้นสูงของศัลยแพทย์ที่มีความเข้าใจในกายวิภาคศาสตร์ใบหน้าเป็นอย่างดี และอาจใช้เวลาในการผ่าตัดรวมถึงการฟื้นตัวที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด แต่เมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่ดูอ่อนเยาว์ลงอย่างเป็นธรรมชาติ ใบหน้าไม่ตึงรั้ง และผลลัพธ์ที่อยู่คู่กับคุณไปอีกหลายปี ก็นับเป็นการผ่าตัดเปลี่ยนชีวิตที่คุ้มค่าที่สุด

หากคุณกำลังมองหาแนวทางการย้อนวัยที่ปลอดภัยและตอบโจทย์โครงสร้างใบหน้าของคุณอย่างแท้จริง สามารถเข้ามาปรึกษาและออกแบบใบหน้าร่วมกับศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ ALINE Clinic เพื่อผลลัพธ์ที่สวยงามและมั่นใจในแบบที่เป็นคุณ


สอบถามรายละเอียด LINE OA: @alineclinic คลิ๊กที่นี่

โทรปรึกษา 099-269-2663

แหล่งอ้างอิง: https://acibademinternational.com/deep-plane-facelift-why-it-lasts-longer-than-smas-lift/

บทความที่เกี่ยวข้อง
facelift
ปีนี้คุณแม่หมูอายุ 67 ปีแล้วค่ะ แต่คุณแม่หมูไม่มีปัญหาเรื่องผิวหน้าที่หย่อนคล้อย หนังตาตก หรือปัญหาอื่น ๆ ที่คนวัยเดียวกันกำลังเจอเลยนะคะ เพราะคุณแม่หมูได้เจอกับคุณหมอภูวิช และ ALINE Clinic ที่ช่วยย้อนวัยให้ใบหน้าของคุณแม่หมูกลับมาเต่งตึง กระชับค่ะ
ดึงหน้า ดึงคอ โคราช
หากคุณกำลังสนใจศัลยกรรมดึงหน้าในโคราช บทความนี้จะช่วยเปรียบเทียบเทคนิค Deep Plane และ SMAS อย่างละเอียด เพื่อให้คุณเลือกวิธีที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดสำหรับตัวเองได้อย่างมั่นใจ
ข้อเสียของการดึงหน้า
หลายคนมองว่า ศัลยกรรมดึงหน้า คือทางออกที่ช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้ผิวหน้าที่หย่อนคล้อย ทำให้ดูอ่อนวัยและมั่นใจขึ้น แต่ความจริงแล้วการผ่าตัดนี้มีความซับซ้อนสูง หากเลือก คลินิกดึงหน้า ที่ไม่ได้มาตรฐานหรือแพทย์ที่ไม่มีความชำนาญ คุณอาจต้องเผชิญกับ ข้อเสียของการดึงหน้า ที่ทิ้งผลกระทบระยะยาว แม้จะแก้ไขได้ แต่สิ่งที่เสียไปไม่คุ้มค่าเลย
icon-messenger
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy