แชร์

รวม 9 วิธีลดถุงใต้ตาให้กลับมาดูสดใส

อัพเดทล่าสุด: 24 มิ.ย. 2026
337 ผู้เข้าชม
วิธีลดถุงใต้ตา

ปัญหาผิวรอบดวงตาที่ดูหมองคล้ำ มักเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ใบหน้าดูโทรม อ่อนล้า และแลดูมีอายุมากกว่าความเป็นจริง หลายคนอาจรู้สึกสูญเสียความมั่นใจเมื่อส่องกระจกแล้วพบว่าดวงตาที่เคยสดใสกลับถูกบดบังด้วยก้อนเนื้อหรือรอยบวมช้ำใต้ตา แม้ปัญหานี้จะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่วิธีจัดการกับปัญหาก็ต้องอาศัยความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสาเหตุที่แท้จริง บทความนี้จึงขอรวบรวมวิธีลดถุงใต้ตา ทั้งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมง่าย ๆ ด้วยตัวเองไปจนถึงทางเลือกทางการแพทย์ เพื่อเป็นแนวทางให้คุณกลับมามีใบหน้าที่ดูสดชื่นและมั่นใจได้อีกครั้ง

 

ถุงใต้ตาคืออะไรและแตกต่างจากดอลลี่อายอย่างไร?

ถุงใต้ตา (Eye Bags) คือก้อนไขมันและของเหลวที่เกิดการคั่งและสะสมบริเวณใต้เปลือกตาล่าง จนดันผิวหนังให้บวมนูนออกมา เมื่อผนวกกับความหย่อนคล้อยของผิวหนังจะทำให้เกิดเงาและรอยพับ ดูคล้ายถุงห้อยอยู่ใต้ตา ซึ่งมักทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้า 

ส่วนดอลลี่อาย (Dolly Eyes) คือมัดกล้ามเนื้อเล็ก ๆ ที่อยู่ชิดขอบขนตาล่างสุด จะเห็นได้ชัดเวลากล้ามเนื้อหดตัวจากการยิ้มหรือหัวเราะ ดอลลี่อายจะช่วยให้ดวงตาดูหวานและใบหน้าแลดูอ่อนเยาว์ลง แตกต่างจากถุงใต้ตาที่เป็นก้อนไขมันสะสมถาวรและส่งผลให้ใบหน้าดูมีอายุ

 

ทำไมใต้ตาถึงบวม? เช็กสาเหตุที่ทำให้คุณมีถุงใต้ตาแบบไม่รู้ตัว

ก่อนที่เราจะเลือกวิธีแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด การทำความเข้าใจสาเหตุที่ทำให้เกิดรอยบวมใต้ตานั้นเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งโดยหลัก ๆ แล้วสามารถแบ่งสาเหตุออกได้เป็น 3 กลุ่มดังนี้

 

1. ถุงใต้ตาเทียมที่เกิดจากพฤติกรรมและการพักผ่อนน้อย

อาการบวมในกลุ่มนี้มักเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว มีสาเหตุหลักมาจากระบบไหลเวียนโลหิตและน้ำเหลืองทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้มีของเหลวคั่งค้าง ปัจจัยกระตุ้นมักมาจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การอดนอน การร้องไห้อย่างหนัก การใช้สายตาจ้องหน้าจอเป็นเวลานาน การดื่มแอลกอฮอล์ หรือแม้แต่การรับประทานอาหารที่มีรสเค็มจัดจนร่างกายเกิดภาวะบวมน้ำ

 

2. ถุงใต้ตาแท้จากกรรมพันธุ์และอายุที่เพิ่มมากขึ้น

เมื่ออายุเพิ่มขึ้น โครงสร้างผิว คอลลาเจน และเส้นเอ็นที่คอยพยุงชั้นไขมันรอบดวงตาจะเริ่มเสื่อมสภาพและหย่อนตัวลง ส่งผลให้ไขมันที่เคยถูกพยุงไว้ไหลตกลงมากองรวมกันจนดันผิวหนังให้ป่องออก นอกจากนี้ บางท่านอาจมีโครงสร้างถุงไขมันใต้ตาที่ใหญ่มาตั้งแต่กำเนิดจากปัจจัยทางพันธุกรรม ซึ่งทำให้สังเกตเห็นถุงใต้ตาได้ตั้งแต่อายุยังน้อย

 

3. อาการภูมิแพ้กำเริบและโรคประจำตัวบางชนิด

ผู้ที่มีโรคภูมิแพ้มักมีอาการบวมและรอยคล้ำใต้ตาได้ง่ายกว่าปกติ เนื่องจากเมื่อร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้ จะมีการหลั่งสารฮิสตามีน (Histamine) ออกมา ทำให้หลอดเลือดฝอยขยายตัวและเกิดการคั่งของของเหลว นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคไต โรคหัวใจ หรือการทำงานของต่อมไทรอยด์ผิดปกติ ก็อาจมีอาการบวมน้ำที่แสดงออกบริเวณใต้ตาได้เช่นกัน

 

สังเกตอย่างไรเมื่อถุงใต้ตาบวมแค่ข้างเดียว?

ในบางครั้งคุณอาจพบว่าใต้ตามีอาการบวมเพียงแค่ข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งมักเกิดจากปัจจัยเฉพาะจุด ดังนี้

  • พฤติกรรมการนอน : การนอนตะแคงกดทับใบหน้าข้างเดิมเป็นประจำ ทำให้ของเหลวคั่งอยู่เพียงฝั่งเดียว
  • การระคายเคืองเฉพาะที่ : ฝุ่น แมลง หรือเครื่องสำอางเข้าตาข้างใดข้างหนึ่ง ทำให้เกิดการแพ้และอักเสบเฉพาะจุด
  • การเผลอขยี้ตาแรง ๆ : การเสียดสีอย่างรุนแรงที่ตาข้างใดข้างหนึ่ง ทำให้หลอดเลือดฝอยขยายตัวและบวมช้ำ
  • การบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุ : การถูกกระแทกบริเวณรอบดวงตาหรือโหนกแก้ม ทำให้เกิดรอยช้ำและบวมเฉพาะจุด

 

5 วิธีลดถุงใต้ตาแบบธรรมชาติทำเองได้ที่บ้าน

วิธีแก้ถุงใต้ตาแบบธรรมชาติ

สำหรับผู้ที่มีปัญหาใต้ตาบวมจากอาการบวมน้ำ การพักผ่อนน้อย หรือพฤติกรรมชั่วคราว การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ถือเป็นวิธีแก้ถุงใต้ตาแบบธรรมชาติที่ช่วยลดปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้

 

1. ประคบเย็นเพื่อหดหลอดเลือดรอบดวงตา

ความเย็นจะช่วยให้หลอดเลือดใต้ผิวหนังหดตัวลง ลดการคั่งของเลือดและของเหลวรอบดวงตา คุณสามารถใช้ช้อนสแตนเลสแช่เย็น ถุงชาที่ผ่านการชงและแช่เย็นแล้ว หรือแตงกวาฝานบาง ๆ มาประคบเบา ๆ ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาทีในตอนเช้า จะช่วยลดอาการบวมและทำให้ดวงตาดูสดชื่นขึ้น

 

2. เติมความชุ่มชื้นและสารอาหารผิวด้วยอายครีมที่ถูกสูตร

การเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงรอบดวงตาที่มีส่วนผสมของสารสกัดที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียน เช่น คาเฟอีน (Caffeine) จะช่วยลดอาการบวมได้ดี หรือเลือกส่วนผสมของไฮยาลูรอนิก แอซิด (Hyaluronic Acid) เพื่อเติมความชุ่มชื้น และเปปไทด์ (Peptides) เพื่อเสริมความแข็งแรงให้ผิว การทาครีมอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ผิวดูอิ่มฟูและเรียบเนียนขึ้น

 

3. หนุนหมอนสูงร่วมกับการนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ

พยายามจัดสรรเวลานอนหลับให้ได้ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเอง และในขณะนอนหลับ แนะนำให้ปรับหมอนหนุนศีรษะให้สูงขึ้นเล็กน้อย เพื่อใช้แรงโน้มถ่วงช่วยป้องกันไม่ให้ของเหลวไหลไปสะสมรวมกันที่ใต้ตาในช่วงกลางคืน

 

4. ปรับพฤติกรรมการกินโดยลดอาหารรสจัดและโซเดียมสูง

โซเดียมเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำไว้มากเกินไปจนเกิดอาการบวมน้ำ การลดการบริโภคอาหารแปรรูป ขนมขบเคี้ยว หรืออาหารรสเค็มจัด พร้อมทั้งดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ 8-10 แก้วต่อวัน จะช่วยให้ระบบขับถ่ายของเสียทำงานได้ดีขึ้นและลดอาการบวมบริเวณใบหน้าได้

 

5. นวดระบายน้ำเหลืองเบา ๆ รอบดวงตาเพื่อกระตุ้นการไหลเวียน

ใช้นิ้วนางซึ่งเป็นนิ้วที่มีน้ำหนักเบาที่สุด แตะอายครีมแล้วลูบเบา ๆ จากบริเวณหัวตาไปยังหางตา ทั้งด้านล่างและด้านบนเปลือกตา ทำซ้ำประมาณ 10 ครั้ง การนวดจะช่วยกระตุ้นระบบน้ำเหลืองให้ระบายของเหลวที่คั่งค้างออกไป ช่วยให้ความบวมลดลง

 

4 วิธีลดถุงใต้ตาทางการแพทย์สำหรับปัญหาเรื้อรัง

หากดูแลตัวเองอย่างเต็มที่แล้วแต่ถุงไขมันยังคงอยู่ หรือมีปัญหาถุงใต้ตาแท้ที่เกิดจากพันธุกรรมและโครงสร้างผิวเสื่อมสภาพตามวัย การพึ่งพาเทคโนโลยีทางการแพทย์คือทางเลือกที่ตอบโจทย์ ดังนี้

 

1. การผ่าตัดศัลยกรรมตกแต่งตาล่างเพื่อผลลัพธ์ระยะยาว

สำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยร่วมกับมีไขมันสะสมเป็นปริมาณมาก การผ่าตัดถุงใต้ตาถือเป็นทางเลือกที่ช่วยลดปัญหาได้อย่างตรงจุด โดยแพทย์จะทำการนำไขมันส่วนเกินออกและจัดเรียงใหม่ให้เรียบเนียน พร้อมทั้งปรับผิวหนังบริเวณนั้นให้ตึงกระชับขึ้น ซึ่งผลลัพธ์จะแลดูเป็นธรรมชาติและอยู่ได้ยาวนาน ทั้งนี้ควรศึกษาวิธีดูแลหลังผ่าตัดใต้ตาอย่างเคร่งครัด เช่น การประคบเย็นในช่วงแรกและการงดอาหารบางชนิด เพื่อให้แผลสมานตัวได้ดีและบวมช้ำน้อยลง เป็นต้น

 

2. การดูดไขมันใต้ตาผ่านแผลด้านในเปลือกตา

เทคนิคนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีถุงไขมันปูดนูนแต่ผิวหนังยังมีความยืดหยุ่นดี ไม่หย่อนคล้อย แพทย์จะทำการเปิดแผลขนาดเล็กมากบริเวณด้านในของเปลือกตาล่าง เพื่อนำไขมันส่วนเกินออก วิธีนี้ช่วยให้เจ็บน้อย บวมช้ำน้อย และไม่ต้องกังวลเรื่องรอยแผลเป็นภายนอก

 

3. การฉีดสารเติมเต็มหรือฟิลเลอร์เพื่อพรางร่องลึก

ในกรณีที่ถุงใต้ตาเกิดร่วมกับปัญหาร่องน้ำตาลึกหรือเบ้าตาลึก การใช้โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ (สารเติมเต็มกลุ่ม Hyaluronic Acid) บริเวณร่องใต้ตา จะช่วยปรับให้ระดับผิวดูตื้นขึ้นและเรียบเนียนเสมอกัน ถือเป็นการพรางเงาของถุงใต้ตา ทำให้ใบหน้าดูสดใสขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

 

4. การใช้เครื่องมือยกกระชับในกลุ่มเทคโนโลยีความร้อนและคลื่นเสียง

สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการลงมีด การใช้โปรแกรมยกกระชับผิวด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (RF) หรือโปรแกรมอัลตราซาวด์ (เช่น Thermage หรือ Ulthera) สามารถส่งพลังงานความร้อนลงไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ในชั้นผิว ทำให้ผิวรอบดวงตาที่เคยหย่อนคล้อยกลับมาตึงกระชับขึ้น และช่วยลดความนูนของไขมันได้ในระดับหนึ่ง

 

เราจะป้องกันและดูแลผิวรอบดวงตาในระยะยาวได้อย่างไร?

  • ปกป้องผิวจากแสงแดด : ทาครีมกันแดดบริเวณรอบดวงตาอย่างสม่ำเสมอ และสวมแว่นกันแดดเมื่อออกแดดจัด เพื่อป้องกันรังสี UV ทำลายคอลลาเจน
  • เช็ดเครื่องสำอางอย่างอ่อนโยน : ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสำหรับรอบดวงตาโดยเฉพาะ (Eye Makeup Remover) และหลีกเลี่ยงการถูหรือดึงผิวแรง ๆ
  • จัดการความเครียด : ความเครียดส่งผลต่อฮอร์โมนที่ทำให้คอลลาเจนเสื่อมไว ควรหากิจกรรมผ่อนคลายเพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย
  • หลีกเลี่ยงบุหรี่และแอลกอฮอล์ : สารพิษเหล่านี้ทำลายความยืดหยุ่นของผิวและทำให้ระบบไหลเวียนเลือดแย่ลง นำไปสู่ปัญหาผิวหย่อนคล้อยก่อนวัย

 

เลือกวิธีลดถุงใต้ตาที่ใช่เพื่อคืนความมั่นใจให้ใบหน้า

ปัญหาถุงใต้ตาสามารถแก้ไขและดูแลได้ หากเราเข้าใจสาเหตุและเลือกวิธีจัดการที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการดูแลตัวเองด้วยวิธีธรรมชาติ หรือการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์เพื่อผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ขึ้น ที่ ALINE Clinic เรามีทีมแพทย์ที่พร้อมให้คำปรึกษาและประเมินสภาพผิวรอบดวงตาของคุณอย่างละเอียด เพื่อออกแบบแผนการดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมเครื่องมือยกกระชับ หรือหัตถการปรับรูปหน้า เพื่อช่วยให้คุณกลับมามีใบหน้าที่สดใส แลดูอ่อนเยาว์ และมั่นใจอีกครั้ง 

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปัญหาถุงใต้ตา

1. ถุงใต้ตาแบบไหนที่รักษาด้วยวิธีธรรมชาติแล้วไม่ได้ผล?

ถุงใต้ตาแท้ที่เกิดจากกรรมพันธุ์ โครงสร้างกระดูกเบ้าตาลึก หรือไขมันที่ปูดนูนร่วมกับความหย่อนคล้อยตามวัยอย่างถาวร การรักษาด้วยวิธีธรรมชาติมักช่วยได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ควรพิจารณาการดูแลทางการแพทย์เพื่อแก้ไขโครงสร้างโดยตรง

 

2. นานแค่ไหนถึงจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงหลังดูแลตัวเอง?

สำหรับถุงใต้ตาเทียมที่เกิดจากพฤติกรรม หากปรับไลฟ์สไตล์และดูแลตัวเองอย่างมีวินัย อาจเริ่มเห็นว่าอาการบวมลดลงได้ภายใน 2-4 สัปดาห์ แต่เพื่อความกระชับที่ชัดเจนอาจต้องใช้เวลาและวินัยที่สม่ำเสมอ

 

3. การนวดตาแรงเกินไปส่งผลเสียต่อผิวใต้ตาอย่างไร?

ผิวรอบดวงตามีความบอบบางมาก การลงน้ำหนักมือที่แรงเกินไปไม่เพียงแต่จะไม่ช่วยลดถุงใต้ตา แต่ยังทำให้เกิดการเสียดสี หลอดเลือดขยายตัว ทำให้บวมช้ำมากขึ้น และเร่งให้เกิดริ้วรอยความหย่อนคล้อยก่อนวัยได้


บทความที่เกี่ยวข้อง
ถุงใต้ตาปูด
ถุงใต้ตาปูดนูนเป็นหนึ่งในปัญหาที่หลายคนประสบ ไม่ว่าจะเกิดจากกรรมพันธุ์หรือพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ล้วนส่งผลให้ใบหน้าดูโทรม ไม่สดใส และดูมีอายุ หากคุณกำลังสงสัยว่าปัญหานี้เกิดจากอะไร และมีวิธีแก้ไขอย่างไร เรามีคำตอบค่ะ
ตัดถุงใต้ตาแล้วตาปลิ้น
ตัดถุงใต้ตา ตาปลิ้น เกิดจากอะไร อันตรายไหม? รวมสาเหตุ วิธีรับมือ และแนวทางการรักษาแก้ไขอย่างถูกวิธี เพื่อคืนความมั่นใจให้ดวงตาคุณกลับมาดูสดใส
แก้หนังตาตก โคราช aline clinic
บอกลาปัญหาแววตาดูเศร้า หน้าโทรม แก่ก่อนวัย ด้วยคู่มือเจาะลึกวิธีแก้หนังตาตกอย่างตรงจุด แผลเล็ก ซ่อนเนียน เป็นธรรมชาติ โดยคุณหมอภูวิช
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy