ก่อนตัดสินใจ ตัดไขมันกระพุ้งแก้ม ข้อเสียมีอะไรบ้างที่ต้องระวัง?

ปัจจุบันการมีกรอบหน้าชัดเจนและรูปหน้าเรียวเล็กเป็นสิ่งที่หลายคนปรารถนา ทำให้ศัลยกรรมลดขนาดแก้มได้รับความนิยมอย่างมาก แต่ก่อนที่จะตัดสินใจฝากใบหน้าไว้กับการผ่าตัด สิ่งสำคัญที่ต้องศึกษาให้ถี่ถ้วนไม่ได้มีเพียงแค่ข้อดีเท่านั้น เพราะการตัดไขมันกระพุ้งแก้ม ก็มีข้อควรรู้อยู่หลายประการที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมด้วย บทความนี้จะพาทุกคนไปเจาะลึกข้อมูลอย่างเป็นความจริง เพื่อให้คุณเช็กให้ชัวร์และเตรียมความพร้อมก่อนตัดสินใจเปลี่ยนแปลงตัวเอง
การตัดไขมันกระพุ้งแก้มคืออะไร ช่วยแก้ปัญหาหน้าบานได้จริงไหม?
การตัดไขมันกระพุ้งแก้ม (Buccal Fat Pad Removal) คือการผ่าตัดเล็กเพื่อเปิดแผลในช่องปากและนำกลุ่มก้อนไขมันที่อยู่บริเวณกระพุ้งแก้มด้านในออก ซึ่งเป็นชั้นไขมันลึกที่ไม่สามารถสลายไปได้ง่ายๆ ด้วยการคุมอาหารหรือออกกำลังกาย วิธีนี้สามารถช่วยแก้ปัญหาหน้าบาน แก้มป่อง หรือแก้มห้อยย้อยได้อย่างตรงจุด ทำให้กรอบหน้าดูชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์นี้จะตอบโจทย์เฉพาะในผู้ที่มีปัญหาแก้มใหญ่จาก "ไขมัน" เท่านั้น หากใบหน้าใหญ่จากโครงสร้างกระดูกขากรรไกร หรือกล้ามเนื้อกรามที่หนาตัว การผ่าตัดวิธีนี้อาจไม่ได้ช่วยให้หน้าเรียวลงตามที่คาดหวังครับ
ใครบ้างที่เหมาะและไม่เหมาะกับศัลยกรรมลดแก้มวิธีนี้?
ผู้ที่เหมาะสม
- ผู้ที่มีปัญหาแก้มป่อง แก้มเยอะ หรือแก้มห้อยย้อยจากลักษณะทางพันธุกรรม
- ผู้ที่พยายามลดน้ำหนักแล้ว แต่สัดส่วนไขมันบริเวณแก้มยังไม่ลดลงตาม
- ผู้ที่ต้องการปรับโครงหน้าให้ดูเรียวเล็กลงอย่างถาวร
- ผู้ที่มีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป (เนื่องจากโครงสร้างใบหน้าเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว)
ผู้ที่ไม่เหมาะสม
- ผู้ที่มีใบหน้าใหญ่จากกล้ามเนื้อกราม หรือโครงกระดูกใบหน้า
- ผู้ที่มีใบหน้าตอบ หรือไขมันบริเวณแก้มน้อยอยู่แล้ว เพราะหากทำจะยิ่งทำให้หน้าดูโทรม
- ผู้ที่มีความคาดหวังเกินจริงเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของรูปหน้า
ตัดไขมันกระพุ้งแก้ม มีผลข้างเคียงมีอะไรบ้าง?

แม้จะได้ชื่อว่าเป็นการผ่าตัดเล็ก แต่การตัดไขมันกระพุ้งแก้ม ข้อเสีย และผลข้างเคียงก็เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ หากขาดความระมัดระวังหรือประเมินโครงหน้าผิดพลาด ดังนี้
- แก้มตอบเกินไปและดูโทรม : หากนำไขมันออกมากเกินความพอดี หรือทำในผู้ที่แก้มน้อยอยู่แล้ว อาจทำให้ใบหน้าดูไม่อวบอิ่ม ขาดความอ่อนเยาว์และดูมีอายุ
- กระทบเส้นประสาทหรือท่อน้ำลาย : บริเวณแก้มมีเส้นประสาทสำคัญจำนวนมาก หากเกิดการกระทบกระเทือนระหว่างผ่าตัด อาจทำให้มีอาการชา หรือส่งผลให้มุมปากตกได้
- อาการบวมช้ำ : เป็นอาการปกติที่มักเกิดขึ้นหลังผ่าตัด ซึ่งบางรายอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะยุบและเข้าที่สนิท
- ความเสี่ยงจากการติดเชื้อ : เนื่องจากแผลซ่อนอยู่ภายในช่องปาก หากดูแลความสะอาดหลังทำไม่ดีพอ แผลอาจเกิดการอักเสบและติดเชื้อได้
- ใบหน้าสองข้างไม่เท่ากัน : อาจเกิดขึ้นได้หากการกะปริมาณไขมันที่นำออกไปทั้งสองข้างไม่สมดุลกัน
ก่อนเข้ารับการผ่าตัดต้องเตรียมตัวอย่างไร?
- เข้าปรึกษาหมอศัลยกรรม เพื่อให้แพทย์ประเมินโครงหน้าอย่างละเอียดว่าเหมาะสมกับการผ่าตัดวิธีนี้หรือไม่
- แจ้งประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัว และยาหรืออาหารเสริมที่รับประทานอยู่เป็นประจำให้แพทย์ทราบอย่างละเอียด
- งดรับประทานกลุ่มยาแก้ปวด (เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน) วิตามิน และอาหารเสริมที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด ล่วงหน้าอย่างน้อย 2 สัปดาห์
- งดสูบบุหรี่และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ก่อนผ่าตัดอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อให้แผลหายไวขึ้น
- ในวันผ่าตัด ควรแปรงฟันและบ้วนปากทำความสะอาดช่องปากให้เรียบร้อย และควรงดการแต่งหน้า
วิธีดูแลตัวเองหลังผ่าตัดทำอย่างไรให้แผลหายไวและไม่ติดเชื้อ?
- รับประทานยาแก้อักเสบ ยาแก้ปวด และยาอื่นๆ ตามที่แพทย์สั่งให้อย่างเคร่งครัด
- ประคบเย็นบริเวณแก้มในช่วง 2-3 วันแรก เพื่อลดอาการบวม หลังจากนั้นให้เปลี่ยนมาประคบอุ่นเพื่อลดรอยช้ำ
- ดูแลความสะอาดของช่องปากอย่างสม่ำเสมอ แปรงฟันด้วยความระมัดระวัง และบ้วนปากด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหลังมื้ออาหารทุกครั้ง
- งดรับประทานอาหารรสจัด อาหารหมักดอง อาหารร้อนจัด และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกหลังทำ
- หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหนัก หรือกิจกรรมที่กระทบกระเทือนบริเวณใบหน้าในช่วงแรก เพื่อป้องกันแผลอักเสบและเลือดออก
- ไปพบแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามอาการและตรวจเช็กความสมานตัวของแผล
มีวิธีอื่นในการลดแก้มที่เจ็บตัวน้อยกว่าการผ่าตัดหรือไม่?
สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องตัดไขมันกระพุ้งแก้ม ข้อเสีย หรือยังไม่พร้อมสำหรับการดูแลแผลผ่าตัด ยังมีทางเลือกอื่นที่เจ็บตัวน้อยกว่าและไม่ต้องพักฟื้น เช่น การฉีดเมโสแฟต (Meso Fat) เพื่อช่วยสลายชั้นไขมันส่วนเกินบริเวณแก้ม หรือการใช้เทคโนโลยียกกระชับผิวอย่าง Hifu, Thermage หรือ Ulthera ที่ช่วยสลายไขมันพร้อมกับกระตุ้นคอลลาเจนให้ผิวหน้าดูกระชับขึ้น นอกจากนี้ หากแพทย์ประเมินแล้วว่าหน้าบานเกิดจากกล้ามเนื้อ การฉีดโบท็อกซ์กรามก็เป็นวิธีที่ตอบโจทย์กว่า อย่างไรก็ตาม วิธีที่กล่าวมาอาจไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่ถาวรเท่ากับการผ่าตัด และจำเป็นต้องกลับมาทำซ้ำเมื่อเวลาผ่านไป
สรุปบทความ

การตัดไขมันกระพุ้งแก้มเป็นทางเลือกที่ช่วยลดปัญหาหน้ากลมจากไขมันได้อย่างตรงจุด แต่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบร่วมกับแพทย์ผู้ชำนาญการเพื่อป้องกันความเสี่ยงและผลข้างเคียง สำหรับผู้ที่มีอายุมากขึ้นและมีปัญหาผิวหนังหย่อนคล้อยร่วมด้วย การเอาไขมันออกเพียงอย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์ แพทย์อาจแนะนำให้ทำควบคู่กับกระบวนการยกกระชับ เช่น การผ่าตัดดึงหน้า โดยเทคนิคที่ได้รับความนิยมคือการดึงหน้า SMAS ซึ่งเป็นการยกกระชับลงลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ ทำให้กรอบหน้ากลับมาตึงกระชับอย่างเป็นธรรมชาติ หลายคนอาจมีคำถามว่าดึงหน้าอยู่ได้นานแค่ไหน โดยปกติผลลัพธ์มักจะอยู่ได้นานหลายปี ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองและสภาพผิวของแต่ละบุคคล
หากคุณกำลังมองหาผู้ช่วยในการปรับรูปหน้า ที่ ALINE Clinic เรามีทีมแพทย์ผู้มีประสบการณ์พร้อมให้คำปรึกษาอย่างตรงไปตรงมา เราประเมินโครงหน้าแบบ Case by case เพื่อเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม และตอบโจทย์ความงามในแบบของคุณ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตัดไขมันกระพุ้งแก้ม
1. ถ้าตัดไขมันออกไปแล้วหน้าตอบเกินไป สามารถแก้ไขได้ไหม?
สามารถแก้ไขได้เบื้องต้นด้วยการฉีดฟิลเลอร์ (Filler) หรือการฉีดเติมไขมันตัวเอง (Fat Grafting) เพื่อเข้าไปเติมเต็มบริเวณแก้มที่ตอบให้กลับมาดูอวบอิ่มและมีมิติขึ้นครับ
2. หลังผ่าตัดต้องใช้เวลาพักฟื้นนานกี่วันถึงจะใช้ชีวิตได้ตามปกติ?
โดยปกติจะใช้เวลาพักฟื้นเพื่อให้อาการบวมช้ำทุเลาลงประมาณ 1-2 สัปดาห์ และแผลภายในจะค่อยๆ สมานตัวดีขึ้น ทั้งนี้จะเริ่มเห็นรูปหน้าที่เข้าที่และชัดเจนขึ้นเมื่อผ่านไปประมาณ 1-3 เดือน
3. เมื่ออายุมากขึ้น ไขมันกระพุ้งแก้มมีโอกาสกลับมาป่องซ้ำอีกหรือไม่?
เนื่องจากเป็นการผ่าตัดนำก้อนไขมันออกไปแบบถาวร โอกาสที่ไขมันกระพุ้งแก้มจะกลับมาป่องซ้ำจุดเดิมจึงมีน้อยมาก ยกเว้นในกรณีที่น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ก็อาจมีไขมันชั้นตื้น (ใต้ผิวหนัง) ไปสะสมเพิ่มเติมบริเวณแก้มได้


