หลังผ่าตัดถุงใต้ตา ต้องดูแลตัวเองอย่างไร?

การมีใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์และได้รูปเป็นสิ่งที่หลายคนปรารถนา แต่บ่อยครั้งที่ปัญหา "ถุงใต้ตา" กลับกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ใบหน้าดูโทรมและแก่กว่าวัย การทำศัลยกรรมถุงใต้ตาจึงเป็นทางออกยอดนิยมที่ช่วยทวงคืนความสดใสให้กับดวงตา อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการเตรียมตัวและรู้วิธีดูแลตัวเองอย่างถูกต้องเพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด
วิธีดูแลหลังผ่าตัดถุงใต้ตา
การดูแลแผลอย่างถูกวิธีในช่วงวันแรก ๆ มีผลอย่างมากต่อระยะเวลาการพักฟื้น ดังนี้
- ประคบเย็นอย่างสม่ำเสมอ : ในช่วง 48 ชั่วโมงแรก ควรประคบเจลเย็นบริเวณหน้าผากและรอบดวงตา (ระวังอย่าให้แผลเปียก) เพื่อช่วยลดอาการบวมและช่วยให้เลือดหยุดไหลเร็วขึ้น
- นอนหนุนหมอนสูง : ควรใช้หมอนหนุนศีรษะให้สูงกว่าปกติประมาณ 2 ใบ ในช่วง 2 วันแรก เพื่อลดการไหลเวียนเลือดสะสมบริเวณใบหน้า ช่วยให้แผลยุบตัวไวขึ้น
- รับประทานยาตามสั่ง : ทานยาฆ่าเชื้อและยาแก้ปวดตามที่แพทย์จัดให้อย่างเคร่งครัด
- ทำความสะอาดแผลตามคำแนะนำ : ใช้สำลีชุบน้ำเกลือเช็ดทำความสะอาดแผลเบา ๆ ทุกวัน และเข้ามาตัดไหมตามนัด
หลังผ่าตัดถุงใต้ตา ไม่ควรทำอะไร

- งดการขยี้ตาหรือสัมผัสบริเวณบาดแผลโดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้แผลอักเสบหรือไหมหลุดก่อนกำหนด
- งดใช้สายตาเป็นเวลานาน เช่น การจ้องหน้าจอโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ เพราะจะทำให้ตาล้าและบวมมากขึ้น
- งดใส่คอนแทคเลนส์ในช่วง 1 สัปดาห์แรก เพื่อหลีกเลี่ยงการดึงเปลือกตาซึ่งอาจทำให้แผลฉีกขาด
- งดการแต่งหน้าบริเวณรอบดวงตาจนกว่าแผลจะแห้งและหายสนิท
- งดกิจกรรมออกกำลังกายหนัก ๆ ที่ต้องก้มหัวหรือใช้แรงดันเยอะ
หลังผ่าตัดถุงใต้ตา ไม่ควรรับประทานอะไร
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ อย่างน้อย 1 เดือน เพราะมีผลต่อการไหลเวียนเลือดและทำให้แผลหายช้า
- งดอาหารหมักดอง อาหารทะเล และไข่ ในช่วง 2 สัปดาห์แรก เพื่อลดความเสี่ยงการคันหรือแผลนูน
- งดอาหารที่มีโซเดียมสูง เพราะโซเดียมจะทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำและส่งผลให้บริเวณใต้ตาบวมนานกว่าปกติ
อาหารที่ควรรับประทาน หลังจากผ่าตัดถุงใต้ตา

- โปรตีนจากเนื้อปลาหรืออกไก่ : ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายจากการผ่าตัด
- ใบบัวบกหรือน้ำมะพร้าว : มีสรรพคุณช่วยลดอาการฟกช้ำและบวมน้ำได้ดี
- อาหารที่มีวิตามินซีสูง : เช่น ส้ม หรือเบอร์รี่ ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนและทำให้แผลสมานตัวเร็วขึ้น
ความเสี่ยงจากการผ่าตัดถุงใต้ตา
- ภาวะตาแห้งหรือน้ำตาไหลซึม : เกิดจากการปรับเปลี่ยนเนื้อเยื่อบริเวณเปลือกตา ซึ่งมักเป็นอาการชั่วคราว
- เลือดไหลซึมหรือห้อเลือด : หากมีการกระทบกระเทือนแผลในช่วงแรก
- การปิดตาไม่สนิท : อาจเกิดขึ้นได้หากมีการตัดผิวหนังส่วนเกินออกมากเกินไป (ในกรณีแผลนอก)
- การติดเชื้อ : หากดูแลความสะอาดแผลไม่ดีพอ
ดูเเลตัวเองอย่างไร ไม่ให้เกิดแผลเป็น
- รักษาความสะอาด : เช็ดแผลด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อทุกวันเพื่อป้องกันคราบเลือดสะสม
- หลีกเลี่ยงแสงแดด : แสง UV สามารถทำให้รอยแผลเป็นมีสีเข้มขึ้น ควรใส่แว่นกันแดดเมื่อออกกลางแจ้ง
- ห้ามแกะเกา : เมื่อแผลเริ่มแห้งอาจมีอาการคัน การแกะสะเก็ดแผลจะทำให้เกิดรอยแผลเป็นที่ชัดเจน
- ใช้ยาลดรอยแผลเป็น : หลังจากตัดไหมและแผลแห้งสนิทแล้ว สามารถเริ่มทายาตามที่แพทย์แนะนำ
เมื่อไหร่ที่ควรรีบกลับไปพบแพทย์
หากคุณสังเกตพบอาการผิดปกติ เช่น มีเลือดไหลออกมาในปริมาณมากไม่ยอมหยุด มีอาการปวดระบมอย่างรุนแรงแม้ทานยาแก้ปวดแล้ว มีไข้สูง หนาวสั่น หรือมีหนองไหลออกมาจากแผล รวมถึงอาการมองเห็นที่ผิดปกติไป ควรรีบติดต่อคลินิกเพื่อเข้าพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงวันนัด
"อาการบวมช้ำหลังผ่าตัดเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าบวมข้างเดียวอย่างรวดเร็วหรือมีหนอง นั่นคือสัญญาณเตือนที่ต้องรีบมาตรวจครับ" – คุณหมอ
ผ่าตัดถุงใต้ตาที่ไหนดี?
การตัดสินใจเลือกคลินิกเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด หากคุณกำลังมองหาหมอศัลยกรรมถุงใต้ตาที่เก่งที่สุดที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ที่ ALINE Clinic โดยคุณหมอภูวิช คงชยะนันท์ เราเน้นเทคนิคการผ่าตัดที่ประณีต แผลเล็ก บวมช้ำน้อย และให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคแผลในหรือแผลนอก พร้อมการดูแลหลังผ่าตัดที่ใกล้ชิดเพื่อให้คุณมั่นใจในทุกขั้นตอน ในส่วนของผ่าตัดถุงใต้ตาราคาเท่าไหร่ที่ ALINE Clinic สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ LINE: @alineclinic หรือโทร. 099-269-2663
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิธีดูแลหลังผ่าตัดถุงใต้ตา
1. หลังผ่าตัดถุงใต้ตา กี่วันถึงจะล้างหน้าได้ตามปกติ?
ควรงดไม่ให้แผลโดนน้ำโดยตรงประมาณ 3 วัน หลังจากนั้นสามารถล้างหน้าได้ตามปกติ แต่ควรซับบริเวณรอบดวงตาให้แห้งอย่างเบามือ
2. นานแค่ไหนกว่ารอยบวมช้ำจะหายไปหมด?
โดยทั่วไปอาการบวมจะมากที่สุดใน 2-3 วันแรก และจะค่อย ๆ ยุบตัวลงจนเข้าที่ประมาณ 1-2 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลตัวเองของแต่ละบุคคล
3. หลังผ่าตัดสามารถขับรถเองได้เลยไหม?
ในวันแรกหลังผ่าตัดแนะนำว่าควรมีผู้มารับหรือใช้บริการรถสาธารณะ เนื่องจากดวงตาอาจมีความล้าหรือบวมน้ำตา ทำให้ทัศนวิสัยในการขับขี่ไม่เต็มร้อย



