เทคนิคดึงหน้าลึกระดับ Deep Plane Facelift คืออะไร? ทำไมถึงผลลัพธ์ยาวนานกว่า SMAS Facelift
Last updated: 4 Jul 2026
25 Views

เมื่ออายุมากขึ้น ความหย่อนคล้อยบนใบหน้าเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งร่องแก้มที่ลึกขึ้น ร่องน้ำหมาก และความหย่อนคล้อยบริเวณกรอบหน้า (Jowls) ปัจจุบันการ ผ่าตัดดึงหน้า (Facelift) จึงเป็นทางเลือกยอดนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการย้อนวัยให้ใบหน้ากลับมาเต่งตึงและดูอ่อนเยาว์อีกครั้ง
แต่ทราบหรือไม่ว่า เทคนิคการดึงหน้านั้นมีหลายระดับ และเทคนิคที่กำลังได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติและยาวนานที่สุดในปัจจุบันคือ Deep Plane Facelift วันนี้ ALINE Clinic จะพาทุกคนไปเจาะลึกกันว่า เทคนิคนี้คืออะไร และทำไมถึงได้ผลลัพธ์ที่เหนือกว่าการดึงหน้าแบบ SMAS Facelift ทั่วไป
โครงสร้างชั้นผิวและสาเหตุของใบหน้าหย่อนคล้อย
ก่อนจะไปทำความเข้าใจชั้นเทคนิคการดึงหน้า เรามาทำความรู้จักกับโครงสร้างชั้นผิวที่เป็นหัวใจสำคัญในการผ่าตัดกันก่อน ผิวหน้าของเราประกอบด้วยชั้นสำคัญๆ ดังนี้
ชั้นผิวหนังและไขมันใต้ผิวหนัง (Skin & Subcutaneous Fat) ชั้นนอกสุดที่แสดงริ้วรอยและความหย่อนคล้อย
ชั้น SMAS (Superficial Muscular Aponeurotic System) ชั้นเนื้อเยื่อพังผืดและกล้ามเนื้อที่ควบคุมการแสดงอารมณ์ของใบหน้า เป็นชั้นสำคัญที่ใช้ในการดึงหน้า
เส้นเอ็นยึดผิว (Retaining Ligaments) เส้นเอ็นที่ทำหน้าที่ยึดเหนี่ยวชั้นกล้ามเนื้อและผิวหนังไว้กับโครงกระดูกใบหน้า
เมื่อเราอายุมากขึ้น เส้นยึดผิว (Retaining Ligaments) จะเริ่มเสื่อมสภาพและหย่อนตัวลง ส่งผลให้ไขมันบนใบหน้า (โดยเฉพาะบริเวณแก้ม หรือ Malar Fat Pad) เคลื่อนตัวย้อยลงด้านล่างตามแรงโน้มถ่วง เกิดเป็นร่องแก้มลึก ร่องน้ำหมาก และกรอบหน้าที่ไม่ชัดเจน
เปรียบเทียบเทคนิค SMAS Facelift vs Deep Plane Facelift
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เรามาเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง 2 เทคนิคนี้กันครับ
1. การดึงหน้าแบบ SMAS Facelift (เทคนิคดั้งเดิม)
การดึงหน้าแบบ SMAS Lift เป็นเทคนิคที่ศัลยแพทย์จะทำการแยกชั้นผิวหนังออกจากชั้น SMAS จากนั้นจะทำการดึงขยับหรือตัดแต่งเฉพาะชั้น SMAS ให้ตึงขึ้น แล้วเย็บปิด
ข้อจำกัด: เนื่องจากไม่ได้เข้าไปเลาะแยกในส่วนของเส้นยึดผิว (Retaining Ligaments) ที่อยู่ลึกลงไป ทำให้การขยับปรับตำแหน่งเนื้อเยื่อทำได้จำกัด หากดึงตึงมากเกินไปอาจทำให้ใบหน้าดูแห้ง ตึงรั้ง ไม่เป็นธรรมชาติ และผลลัพธ์มักจะอยู่ได้สั้นกว่าเนื่องจากแรงตึงตกไปอยู่ใต้ชั้นผิวหนังเป็นหลัก
2. การดึงหน้าแบบ Deep Plane Facelift (เทคนิคขั้นสูง)
Deep Plane Facelift เป็นเทคนิคการผ่าตัดขั้นสูงที่ศัลยแพทย์จะไม่แยกผิวหนังออกจากชั้น SMAS แต่จะทำการเข้าสู่ชั้นที่ลึกกว่านั้น (Deep Plane) ซึ่งอยู่ใต้ชั้น SMAS ลงไป
กลไกการทำงาน: ศัลยแพทย์จะเข้าไปเคลียร์และคลายเส้นยึดผิว (Retaining Ligaments) ที่ยึดเกาะแน่นอยู่กับกระดูกออกอย่างแม่นยำ ทำให้สามารถยกกระชับทั้งชั้นผิวหนัง ไขมันแก้ม (Malar Fat Pad) และชั้น SMAS ขึ้นไปพร้อมๆ กันในลักษณะที่เป็นผืนเดียวกัน
ทำไม Deep Plane Facelift ถึงให้ผลลัพธ์ที่ยาวนานและเป็นธรรมชาติกว่า?
เหตุผลที่ทำให้การทำ ดึงหน้า Deep Plane กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการย้อนวัย
แก้ปัญหาที่ต้นตอ เพราะขจัดความตึงรั้งของเส้นยึดผิวชั้นลึก ทำให้สามารถจัดตำแหน่งกลุ่มไขมันและกล้ามเนื้อที่ตกพ้อยลงมาให้กลับไปอยู่ในจุดที่ถูกต้องตอนเราเป็นวัยรุ่นได้อย่างแท้จริง
ผลลัพธ์ยาวนานกว่า การดึงหน้าในชั้นลึกแบบไร้แรงตึงรั้งบนผิวหนังชั้นนอก ช่วยลดการคลายตัวของผิวหนังหลังผ่าตัด ทำให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้ยาวนานกว่าเทคนิคทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด อยู่ได้นาน 10-15 ปี และขึ้นกับสภาพผิวและการดูแลของแต่ละบุคคล
ใบหน้าดูละมุน เป็นธรรมชาติ ไม่โป๊ะ หมดกังวลเรื่องหน้าตึงรั้ง หน้าเปลี่ยน หรือปากเบี้ยวผิดธรรมชาติ เพราะผิวหนังไม่ได้ถูกดึงให้ขึงตึง แต่เป็นการยกโครงสร้างองค์รวมจากภายในขึ้นไป
แก้ปัญหาร่องแก้มและร่องน้ำหมากได้ดีที่สุด เป็นเทคนิคเดียวที่สามารถเข้าถึงและยกกระชับไขมันบริเวณแก้ม (Malar Fat Pad) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงช่วยเติมเต็มวอลลุ่มให้แก้มดูอิ่มฟูและลดเลือนร่องแก้มลึกได้อย่างดีเยี่ยม
ใครคือผู้ที่เหมาะสมกับการทำ Deep Plane Facelift?
แม้ว่าจะเป็นเทคนิคที่ยอดเยี่ยม แต่การพิจารณาความเหมาะสมจะต้องขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ โดยทั่วไปผู้ที่เหมาะกับเทคนิคนี้
ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป หรือเริ่มมีปัญหาความหย่อนคล้อยชัดเจน
ผู้ที่มีปัญหาร่องแก้มลึก ร่องน้ำหมากลึก และมีแก้มห้อยย้อยบริเวณกราม (Jowls)
ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์การย้อนวัยที่ดูเป็นธรรมชาติ และให้ผลลัพธ์คงอยู่ยาวนาน
ผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวร้ายแรงที่มีผลต่อการหายของแผล และไม่สูบบุหรี่ (หรือสามารถงดสูบบุหรี่ตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนดได้)
สรุปความคุ้มค่าของการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ใบหน้า
การผ่าตัดดึงหน้าเป็นการลงทุนกับตัวเองในระยะยาว แม้ว่าเทคนิค Deep Plane Facelift จะอาศัยความเชี่ยวชาญขั้นสูงของศัลยแพทย์ที่มีความเข้าใจในกายวิภาคศาสตร์ใบหน้าเป็นอย่างดี และอาจใช้เวลาในการผ่าตัดรวมถึงการฟื้นตัวที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด แต่เมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่ดูอ่อนเยาว์ลงอย่างเป็นธรรมชาติ ใบหน้าไม่ตึงรั้ง และผลลัพธ์ที่อยู่คู่กับคุณไปอีกหลายปี ก็นับเป็นการผ่าตัดเปลี่ยนชีวิตที่คุ้มค่าที่สุด
หากคุณกำลังมองหาแนวทางการย้อนวัยที่ปลอดภัยและตอบโจทย์โครงสร้างใบหน้าของคุณอย่างแท้จริง สามารถเข้ามาปรึกษาและออกแบบใบหน้าร่วมกับศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ Aline Clinic เพื่อผลลัพธ์ที่สวยงามและมั่นใจในแบบที่เป็นคุณ
สอบถามรายละเอียด LINE OA: @alineclinic คลิ๊กที่นี่
โทรปรึกษา 099-269-2663
แหล่งอ้างอิง: https://acibademinternational.com/deep-plane-facelift-why-it-lasts-longer-than-smas-lift/
แต่ทราบหรือไม่ว่า เทคนิคการดึงหน้านั้นมีหลายระดับ และเทคนิคที่กำลังได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติและยาวนานที่สุดในปัจจุบันคือ Deep Plane Facelift วันนี้ ALINE Clinic จะพาทุกคนไปเจาะลึกกันว่า เทคนิคนี้คืออะไร และทำไมถึงได้ผลลัพธ์ที่เหนือกว่าการดึงหน้าแบบ SMAS Facelift ทั่วไป
โครงสร้างชั้นผิวและสาเหตุของใบหน้าหย่อนคล้อย
ก่อนจะไปทำความเข้าใจชั้นเทคนิคการดึงหน้า เรามาทำความรู้จักกับโครงสร้างชั้นผิวที่เป็นหัวใจสำคัญในการผ่าตัดกันก่อน ผิวหน้าของเราประกอบด้วยชั้นสำคัญๆ ดังนี้
ชั้นผิวหนังและไขมันใต้ผิวหนัง (Skin & Subcutaneous Fat) ชั้นนอกสุดที่แสดงริ้วรอยและความหย่อนคล้อย
ชั้น SMAS (Superficial Muscular Aponeurotic System) ชั้นเนื้อเยื่อพังผืดและกล้ามเนื้อที่ควบคุมการแสดงอารมณ์ของใบหน้า เป็นชั้นสำคัญที่ใช้ในการดึงหน้า
เส้นเอ็นยึดผิว (Retaining Ligaments) เส้นเอ็นที่ทำหน้าที่ยึดเหนี่ยวชั้นกล้ามเนื้อและผิวหนังไว้กับโครงกระดูกใบหน้า
เมื่อเราอายุมากขึ้น เส้นยึดผิว (Retaining Ligaments) จะเริ่มเสื่อมสภาพและหย่อนตัวลง ส่งผลให้ไขมันบนใบหน้า (โดยเฉพาะบริเวณแก้ม หรือ Malar Fat Pad) เคลื่อนตัวย้อยลงด้านล่างตามแรงโน้มถ่วง เกิดเป็นร่องแก้มลึก ร่องน้ำหมาก และกรอบหน้าที่ไม่ชัดเจน
เปรียบเทียบเทคนิค SMAS Facelift vs Deep Plane Facelift
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เรามาเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง 2 เทคนิคนี้กันครับ
1. การดึงหน้าแบบ SMAS Facelift (เทคนิคดั้งเดิม)
การดึงหน้าแบบ SMAS Lift เป็นเทคนิคที่ศัลยแพทย์จะทำการแยกชั้นผิวหนังออกจากชั้น SMAS จากนั้นจะทำการดึงขยับหรือตัดแต่งเฉพาะชั้น SMAS ให้ตึงขึ้น แล้วเย็บปิด
ข้อจำกัด: เนื่องจากไม่ได้เข้าไปเลาะแยกในส่วนของเส้นยึดผิว (Retaining Ligaments) ที่อยู่ลึกลงไป ทำให้การขยับปรับตำแหน่งเนื้อเยื่อทำได้จำกัด หากดึงตึงมากเกินไปอาจทำให้ใบหน้าดูแห้ง ตึงรั้ง ไม่เป็นธรรมชาติ และผลลัพธ์มักจะอยู่ได้สั้นกว่าเนื่องจากแรงตึงตกไปอยู่ใต้ชั้นผิวหนังเป็นหลัก
2. การดึงหน้าแบบ Deep Plane Facelift (เทคนิคขั้นสูง)
Deep Plane Facelift เป็นเทคนิคการผ่าตัดขั้นสูงที่ศัลยแพทย์จะไม่แยกผิวหนังออกจากชั้น SMAS แต่จะทำการเข้าสู่ชั้นที่ลึกกว่านั้น (Deep Plane) ซึ่งอยู่ใต้ชั้น SMAS ลงไป
กลไกการทำงาน: ศัลยแพทย์จะเข้าไปเคลียร์และคลายเส้นยึดผิว (Retaining Ligaments) ที่ยึดเกาะแน่นอยู่กับกระดูกออกอย่างแม่นยำ ทำให้สามารถยกกระชับทั้งชั้นผิวหนัง ไขมันแก้ม (Malar Fat Pad) และชั้น SMAS ขึ้นไปพร้อมๆ กันในลักษณะที่เป็นผืนเดียวกัน
ทำไม Deep Plane Facelift ถึงให้ผลลัพธ์ที่ยาวนานและเป็นธรรมชาติกว่า?
เหตุผลที่ทำให้การทำ ดึงหน้า Deep Plane กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการย้อนวัย
แก้ปัญหาที่ต้นตอ เพราะขจัดความตึงรั้งของเส้นยึดผิวชั้นลึก ทำให้สามารถจัดตำแหน่งกลุ่มไขมันและกล้ามเนื้อที่ตกพ้อยลงมาให้กลับไปอยู่ในจุดที่ถูกต้องตอนเราเป็นวัยรุ่นได้อย่างแท้จริง
ผลลัพธ์ยาวนานกว่า การดึงหน้าในชั้นลึกแบบไร้แรงตึงรั้งบนผิวหนังชั้นนอก ช่วยลดการคลายตัวของผิวหนังหลังผ่าตัด ทำให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้ยาวนานกว่าเทคนิคทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด อยู่ได้นาน 10-15 ปี และขึ้นกับสภาพผิวและการดูแลของแต่ละบุคคล
ใบหน้าดูละมุน เป็นธรรมชาติ ไม่โป๊ะ หมดกังวลเรื่องหน้าตึงรั้ง หน้าเปลี่ยน หรือปากเบี้ยวผิดธรรมชาติ เพราะผิวหนังไม่ได้ถูกดึงให้ขึงตึง แต่เป็นการยกโครงสร้างองค์รวมจากภายในขึ้นไป
แก้ปัญหาร่องแก้มและร่องน้ำหมากได้ดีที่สุด เป็นเทคนิคเดียวที่สามารถเข้าถึงและยกกระชับไขมันบริเวณแก้ม (Malar Fat Pad) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงช่วยเติมเต็มวอลลุ่มให้แก้มดูอิ่มฟูและลดเลือนร่องแก้มลึกได้อย่างดีเยี่ยม
ใครคือผู้ที่เหมาะสมกับการทำ Deep Plane Facelift?
แม้ว่าจะเป็นเทคนิคที่ยอดเยี่ยม แต่การพิจารณาความเหมาะสมจะต้องขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ โดยทั่วไปผู้ที่เหมาะกับเทคนิคนี้
ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป หรือเริ่มมีปัญหาความหย่อนคล้อยชัดเจน
ผู้ที่มีปัญหาร่องแก้มลึก ร่องน้ำหมากลึก และมีแก้มห้อยย้อยบริเวณกราม (Jowls)
ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์การย้อนวัยที่ดูเป็นธรรมชาติ และให้ผลลัพธ์คงอยู่ยาวนาน
ผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวร้ายแรงที่มีผลต่อการหายของแผล และไม่สูบบุหรี่ (หรือสามารถงดสูบบุหรี่ตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนดได้)
สรุปความคุ้มค่าของการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ใบหน้า
การผ่าตัดดึงหน้าเป็นการลงทุนกับตัวเองในระยะยาว แม้ว่าเทคนิค Deep Plane Facelift จะอาศัยความเชี่ยวชาญขั้นสูงของศัลยแพทย์ที่มีความเข้าใจในกายวิภาคศาสตร์ใบหน้าเป็นอย่างดี และอาจใช้เวลาในการผ่าตัดรวมถึงการฟื้นตัวที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด แต่เมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่ดูอ่อนเยาว์ลงอย่างเป็นธรรมชาติ ใบหน้าไม่ตึงรั้ง และผลลัพธ์ที่อยู่คู่กับคุณไปอีกหลายปี ก็นับเป็นการผ่าตัดเปลี่ยนชีวิตที่คุ้มค่าที่สุด
หากคุณกำลังมองหาแนวทางการย้อนวัยที่ปลอดภัยและตอบโจทย์โครงสร้างใบหน้าของคุณอย่างแท้จริง สามารถเข้ามาปรึกษาและออกแบบใบหน้าร่วมกับศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ Aline Clinic เพื่อผลลัพธ์ที่สวยงามและมั่นใจในแบบที่เป็นคุณ
สอบถามรายละเอียด LINE OA: @alineclinic คลิ๊กที่นี่
โทรปรึกษา 099-269-2663
แหล่งอ้างอิง: https://acibademinternational.com/deep-plane-facelift-why-it-lasts-longer-than-smas-lift/
Related Content
CUPID Lip Lift คือการศัลยกรรมยกริมฝีปากบน ที่ช่วยปรับสัดส่วนปากให้ดูสมดุล อ่อนเยาว์ และมีเสน่ห์มากขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีริมฝีปากบนยาวเกินไป หรืออยากให้ริมฝีปากดูอวบอิ่มขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
หากพูดถึงการศัลยกรรมที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในกลุ่มผู้สูงวัย คงหนีไม่พ้น การศัลยกรรมดึงหน้า ด้วยวิวัฒนาการด้านการแพทย์รวมทั้งเทคนิคในการผ่าตัดดึงหน้าในปัจจุบันได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้การผ่าตัดดึงหน้าได้ผลลัพธ์ดีกว่าการผ่าตัดดึงหน้าในอดีต, ข่าวสารข้อมูลทางการแพทย์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผ่าตัดดึงหน้าได้ถูกส่งต่ออย่างมากมายในสื่ออินเตอร์เน็ต จนทำให้ผู้ที่สนใจดึงหน้ามีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการผ่าตัดดึงหน้าเพิ่มมากขึ้น จึงส่งผลให้การศัลยกรรมดึงหน้าในประเทศไทยกำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายนั้นเอง


