Share

เจาะลึกงานวิจัย ฉีด PRP vs PRF รอบดวงตา เทคนิคไหนตอบโจทย์ปัญหาใต้ตาของคุณที่สุด?

Last updated: 3 Jun 2026
11 Views
ฉีด PRP โคราช aline clinic
ผิวหนังบริเวณรอบดวงตา (Periorbital Region) ถือเป็นหนึ่งในจุดที่ทำการรักษาและฟื้นฟูให้กลับมาดูอ่อนเยาว์ได้ยากที่สุดบนใบหน้าครับ เนื่องจากเป็นผิวที่บอบบาง มักเกิดปัญหารอยคล้ำ ใต้ตาหย่อนคล้อย และริ้วรอยเล็ก ๆ (Fine Lines) ได้ง่าย ในอดีตคนไข้มักจะเลือกใช้การฉีดสารเติมเต็มหรือฟิลเลอร์เพื่อแก้ปัญหาใต้ตาโบ๋ตื้น แต่สำหรับบางเคสที่มีปัญหาเรื่องคุณภาพผิวร่วมด้วย หรือกังวลเรื่องการไหลเคลื่อนของฟิลเลอร์และการดูหลอกตา นวัตกรรมทางการแพทย์ชีวภาพอย่างการใช้เกล็ดเลือดตัวเองจึงกลายเป็นทางเลือกที่มาแรงอย่างมหาศาลครับ

ล่าสุด งานวิจัยเชิงระบบที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับสากล (PMCID: PMC12587466) ได้ทำการรวบรวมและวิเคราะห์สถิติจาก 14 การศึกษาทั่วโลก เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์แบบหมัดต่อหมัดระหว่าง PRP (Platelet-Rich Plasma) และ PRF (Platelet-Rich Fibrin) ในการฟื้นฟูผิวรอบดวงตา วันนี้หมอจาก ALINE Clinic จะนำข้อสรุปจากงานวิจัยนี้มาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ เพื่อช่วยให้คุณเลือกโปรแกรมที่ใช่ที่สุดกันครับ

สรุปผลลัพธ์จากงานวิจัย เทคนิคไหนเด่นเรื่องอะไร?
จากหลักฐานทางการแพทย์ในงานวิจัยฉบับนี้ พบว่าทั้ง PRP และ PRF ต่างมีจุดเด่นในการแก้ปัญหาผิวรอบดวงตาที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยหมอสามารถสรุปแยกตามปัญหาผิวได้ดังนี้ครับ

ปัญหารอยดำ ใต้ตาคล้ำ (Hyperpigmentation) พบกว่า PRP ได้ผลดีเยี่ยมและยาวนานกว่า สำหรับคนไข้ที่มีปัญหาตาแพนด้า ขอบตาคล้ำจากเม็ดสีหรือความเหนื่อยล้า งานวิจัยระบุว่า PRP (Platelet-Rich Plasma) มีหลักฐานทางการแพทย์ที่เด่นชัดกว่าในการช่วยลดเม็ดสีคล้ำรอบดวงตา เนื่องจากกระบวนการสกัดของ PRP ช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวและซ่อมแซมเม็ดสีได้ดี ที่สำคัญคือ ผลลัพธ์ในการลดรอยหมองคล้ำจากการฉีด PRP นั้นสามารถคงอยู่ได้อย่างต่อเนื่องและเสถียรเมื่อติดตามผลที่ระยะเวลา 6 เดือนครับ
ปัญหาผิวฝ่อ ริ้วรอยเล็ก ๆ และผิวรอบดวงตาหย่อนคล้อย (Skin Texture & Wrinkles) พบกว่า PRF คือคำตอบที่ตรงจุด หากปัญหาของคุณไม่ใช่รอยคล้ำ แต่เป็นผิวใต้ตาที่เริ่มบางจนดูแห้งยับ เกิดริ้วรอยเล็ก ๆ (Crepiness) และขาดความยืดหยุ่น งานวิจัยพบว่า PRF (Platelet-Rich Fibrin) สามารถเข้ามาตอบโจทย์เรื่องการปรับสภาพผิว (Skin Texture) ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงมาก เนื่องจากโครงตาข่ายไฟบรินธรรมชาติใน PRF จะค่อย ๆ ปล่อยสาร Growth Factor ออกมาสร้างคอลลาเจนและฟื้นฟูเนื้อเยื่อใต้ตาได้อย่างต่อเนื่องลึกซึ้ง ทว่าข้อจำกัดจากงานวิจัยระบุว่า ผลลัพธ์การเติมเต็มและปรับผิวเนียนของ PRF บริเวณรอบดวงตาอาจจะมีแนวโน้มค่อย ๆ ลดลงหลังจากผ่านไป 6 เดือน จึงอาจจำเป็นต้องเข้ารับการบำรุงซ้ำตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อคงสภาพผิวให้ยาวนานขึ้นครับ
ด้านความปลอดภัย มั่นใจได้ทั้งสองเทคนิค
ข้อดีที่น่าอุ่นใจที่สุดจากข้อสรุปในงานวิจัย PMC12587466 คือ ทั้งโปรแกรม PRP และ PRF มี "ความปลอดภัยสูงมาก" (Favorable Safety Profiles) และคนไข้ทั่วโลกมีความพึงพอใจในผลลัพธ์ระดับสูง เนื่องจากเป็นสารสกัดที่มาจากเลือดบริสุทธิ์ของตัวคนไข้เอง จึงไม่มีความเสี่ยงต่อการแพ้ สารเคมีตกค้าง หรือเกิดสภาวะเนื้อเยื่อตาย และอาการข้างเคียงที่พบมีเพียงอาการบวมหรือช้ำเล็กน้อยชั่วคราวบริเวณรอยเข็ม ซึ่งสามารถหายเป็นปกติได้เองในเวลาอันรวดเร็วครับ

บทสรุปจาก ALINE Clinic: เลือกแบบไหนให้คุ้มค่าและเห็นผลที่สุด?
งานวิจัยระดับโลกสรุปไว้ชัดเจนครับว่า ไม่มีเทคนิคไหนที่ดีกว่ากันอย่างสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะขึ้นอยู่กับปัญหาผิวเฉพาะบุคคล

ถ้าคุณกังวลเรื่อง "รอยคล้ำ ใต้ตาหมองเหมือนคนอดนอน"  PRP คือทางเลือกหลักที่ให้ผลลัพธ์ยาวนาน
ถ้าคุณกังวลเรื่อง "ริ้วรอยใต้ตา ผิวฝ่อยับ คอลลาเจนฝ่อตัว" PRF จะช่วยฟื้นฟูเนื้อผิวให้กลับมาเนียนอิ่มฟูได้ตอบโจทย์กว่า
ที่ ALINE Clinic เรายึดมั่นในปรัชญาการรักษาที่จริงใจและตรงไปตรงมา การรักษาผิวรอบดวงตาของคนไข้ทุกเคสจึงต้องเริ่มต้นจากการเข้ามาพบแพทย์เพื่อส่องกล้องวิเคราะห์โครงสร้างชั้นผิวลึกอย่างละเอียด เพื่อจัดโปรแกรมหรือผสมผสานเทคนิค ให้เหมาะสมกับสรีระและงบประมาณของคุณมากที่สุด

หากคุณกำลังมองหาวิธีคืนความสดใสให้แววตาอย่างปลอดภัย สามารถนัดหมายคิวล่วงหน้าเพื่อเข้ามาพูดคุยปรึกษากับทีมแพทย์ที่ ALINE Clinic โคราช ได้เลยครับ หมอยินดีต้อนรับและพร้อมดูแลทุกท่านด้วยความประณีตเสมอครับ

แหล่งอ้างอิง https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC12587466/

Related Content
แผลดึงหน้า
เคยสงสัยไหมครับ? เวลาเรามีแผลมีดบาด หรือแม้แต่แผลจากการทำศัลยกรรมความงาม ร่างกายรู้ได้อย่างไรว่าต้องซ่อมตรงไหน? ต้องหยุดเลือดเมื่อไหร่? และทำไมแผลบางคนถึงหายไว บางคนเป็นแผลเป็น?
โรคหูดับ
การสูญเสียการได้ยินแบบเฉียบพลัน หรือที่คนทั่วไปรู้จักกันในชื่อ โรคหูดับ (Sudden Sensorineural Hearing Loss - SSHL) คือภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่คุณไม่ควรมองข้าม แม้จะเกิดขึ้นกับหูเพียงข้างเดียว แต่การได้ยินที่หายไปอย่างรวดเร็วนั้นส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างร้ายแรง โรคหูดับ ไม่ใช่เพียงแค่หูอื้อทั่วไป แต่เป็นการสูญเสียการได้ยินตั้งแต่ 30 เดซิเบลขึ้นไป ในช่วงความถี่ที่ต่อเนื่องกันอย่างน้อย 3 ความถี่ ภายในเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง
ใต้ตาคล้ำร่องน้ำตาลึก ควรฉีดฟิลเลอร์หรือผ่าตัดถุงใต้ตา แบบไหนตอบโจทย์กว่ากัน?
ใต้ตาคล้ำและร่องน้ำตาลึกเป็นปัญหาที่ทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้าและแก่กว่าวัย บทความนี้จะช่วยเปรียบเทียบวิธีฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาและผ่าตัดถุงใต้ตาเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างเหมาะสม
icon-messenger
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy