Share

ร่างกายเราซ่อมแซมตัวเองอย่างไร? เจาะลึก 4 ขั้นตอนมหัศจรรย์ที่ทำให้ "แผลหาย"

Last updated: 12 Jan 2026
15 Views
เคยสงสัยไหมครับ? เวลาเรามีแผลมีดบาด หรือแม้แต่แผลจากการทำศัลยกรรมความงาม ร่างกายรู้ได้อย่างไรว่าต้องซ่อมตรงไหน? ต้องหยุดเลือดเมื่อไหร่? และทำไมแผลบางคนถึงหายไว บางคนเป็นแผลเป็น?

ล่าสุดมีงานวิจัยที่น่าสนใจเกี่ยวกับ "กลไกโมเลกุลของการสมานแผล (Molecular mechanisms of skin wound healing)" ที่ทำให้เราเห็นว่า ร่างกายมนุษย์นั้นฉลาดและน่าทึ่งกว่าที่เราคิด วันนี้ ALINE Clinic จะพาคุณไปทัวร์โรงงานซ่อมแซมร่างกาย เพื่อให้คุณเข้าใจว่า "กว่าแผลจะหาย" ร่างกายต้องผ่าน 4 ด่านหินอะไรบ้าง และเราจะช่วยร่างกายให้ทำงานดีขึ้นได้อย่างไร



1. นาทีฉุกเฉิน: หยุดเลือดทันที (Hemostasis)
ทันทีที่มีแผล ร่างกายจะกดปุ่ม "Emergency" ภายในเสี้ยววินาที
สิ่งที่เกิดขึ้น: หลอดเลือดจะหดตัวเพื่อลดการไหลของเลือด จากนั้น "เกล็ดเลือด" (Platelets) จะวิ่งมาเกาะกลุ่มกันเหมือนกระสอบทรายกั้นน้ำ เพื่ออุดรอยรั่วและสร้างลิ่มเลือด
ความมหัศจรรย์: ในขั้นตอนนี้ เกล็ดเลือดไม่ได้แค่มาอุดแผล แต่ยังปล่อยสารเคมี (Growth Factors) เพื่อส่งสัญญาณเรียก "ทีมกู้ภัย" ชุดต่อไปให้เตรียมตัวเดินทางมาที่เกิดเหตุ


2. ช่วงทำความสะอาด: การอักเสบ (Inflammation)
หลายคนกลัวคำว่า "อักเสบ" หรืออาการบวมแดง แต่ในทางวิทยาศาสตร์ ช่วง 1-3 วันแรก การอักเสบคือเรื่องดีและจำเป็น

สิ่งที่เกิดขึ้น: ร่างกายจะส่งเม็ดเลือดขาว (Neutrophils และ Macrophages) เข้ามาในพื้นที่เหมือน "หน่วยเก็บกวาด" หน้าที่หลักคือฆ่าเชื้อโรค และกำจัดเซลล์ที่ตายแล้วออกจากแผล
เกร็ดความรู้: อาการบวมแดงในช่วงแรกคือสัญญาณว่าทีมเก็บกวาดกำลังทำงานเต็มที่ แต่ถ้านานเกินไป (เช่น เกิน 1 สัปดาห์) อาจแปลว่ามีการติดเชื้อหรือร่างกายจัดการตัวเองไม่ได้ ซึ่งต้องพึ่งพาเทคโนโลยีทางการแพทย์เข้าช่วย


3. ช่วงก่อสร้าง: สร้างเนื้อเยื่อใหม่ (Proliferation)
เมื่อพื้นที่สะอาดแล้ว ก็ถึงเวลาของ "ทีมช่างก่อสร้าง" หรือเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblasts)
สิ่งที่เกิดขึ้น: ช่วงนี้ร่างกายจะเร่งสร้าง "คอลลาเจน" เพื่อใช้เป็นนั่งร้านในการปิดปากแผล และมีการสร้างหลอดเลือดฝอยขึ้นมาใหม่เพื่อส่งออกซิเจนและสารอาหารมาเลี้ยงเซลล์
จุดสำคัญ: ช่วงนี้แผลจะเริ่มมีสีชมพูและเริ่มปิดสนิท เป็นช่วงที่ต้องการ "ออกซิเจน" และ "โปรตีน" มากที่สุด หากขาดสองสิ่งนี้ แผลจะหายช้า


4. ช่วงตกแต่งภายใน: ปรับโครงสร้าง (Remodeling)
แม้แผลภายนอกจะดูหายดีแล้ว แต่ภายในยังทำงานต่ออีกยาวนาน (อาจกินเวลาหลายเดือนถึงเป็นปี)

สิ่งที่เกิดขึ้น: ร่างกายจะจัดระเบียบคอลลาเจนที่เคยวางสะเปะสะปะให้เรียงตัวเป็นระเบียบ เพื่อให้แผลมีความแข็งแรงและยืดหยุ่นเหมือนผิวปกติ
ผลลัพธ์: ขั้นตอนนี้จะตัดสินว่าแผลของคุณจะ "เรียบเนียน" หรือเป็น "แผลเป็นนูน (Keloid)"



งานวิจัยบอกอะไรเราเกี่ยวกับการ "เร่ง" ให้แผลสวย?
จากข้อมูลงานวิจัยล่าสุด พบว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้กระบวนการทั้ง 4 ข้อนี้ทำงานได้สมบูรณ์แบบ (โดยเฉพาะในเคสศัลยกรรม) ขึ้นอยู่กับ:

ออกซิเจน (Oxygenation): เซลล์ซ่อมแซมแผลต้องการพลังงานสูงมาก การมีออกซิเจนเพียงพอจะช่วยให้สร้างคอลลาเจนได้ไวและลดโอกาสติดเชื้อ (นี่คือเหตุผลที่เทคโนโลยี HBOT หรือตู้ออกซิเจนบำบัด เข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยฟื้นฟูแผล)
ความชุ่มชื้น (Moist Wound Healing): แผลที่แห้งตกสะเก็ดแข็งๆ มักหายช้ากว่าและทิ้งรอยแผลเป็น การดูแลแผลให้มีความชุ่มชื้นพอดี (ตามคำแนะนำแพทย์) จะช่วยให้เซลล์เคลื่อนตัวมาปิดแผลได้ง่ายกว่า
การลดการอักเสบเรื้อรัง: การทานอาหารที่มีประโยชน์ หรือการใช้เทคโนโลยีแสงบำบัด (Light Therapy) สามารถช่วยคุมโซนการอักเสบให้อยู่ในระดับที่พอดี ไม่มากจนทำลายเนื้อเยื่อ
สรุป: หน้าที่ของคุณคือการ "Support" ร่างกาย
ร่างกายของเรามีกลไกที่น่าทึ่งในการซ่อมแซมตัวเองอยู่แล้ว แต่ในบางครั้ง โดยเฉพาะหลังการผ่าตัดศัลยกรรม ร่างกายต้องการตัวช่วยพิเศษเพื่อให้ผลลัพธ์ออกมา "Perfect" ที่สุด

ที่ ALINE Clinic เราไม่ได้แค่ผ่าตัดแล้วจบ แต่เราเข้าใจลึกซึ้งถึงกลไกการสมานแผล (Wound Healing Process) เราจึงมีโปรแกรมดูแลหลังผ่าตัด (After Care) ที่ออกแบบมาเพื่อ Support การทำงานของเซลล์ในทุกระยะ ไม่ว่าจะเป็นการฉายแสงลดบวม หรือการใช้ Hyperbaric Oxygen Therapy เพื่อให้มั่นใจว่า ร่างกายของคุณจะซ่อมแซมตัวเองได้ไว และทิ้งรอยแผลไว้น้อยที่สุด

เพราะความสวยที่ยั่งยืน เริ่มต้นจากร่างกายที่แข็งแรงและการฟื้นฟูที่ถูกวิธีครับ



(อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจาก: Frontiers in Immunology - Recent advances in molecular mechanisms of skin wound healing)

Related Content
โรคหูดับ
การสูญเสียการได้ยินแบบเฉียบพลัน หรือที่คนทั่วไปรู้จักกันในชื่อ โรคหูดับ (Sudden Sensorineural Hearing Loss - SSHL) คือภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่คุณไม่ควรมองข้าม แม้จะเกิดขึ้นกับหูเพียงข้างเดียว แต่การได้ยินที่หายไปอย่างรวดเร็วนั้นส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างร้ายแรง โรคหูดับ ไม่ใช่เพียงแค่หูอื้อทั่วไป แต่เป็นการสูญเสียการได้ยินตั้งแต่ 30 เดซิเบลขึ้นไป ในช่วงความถี่ที่ต่อเนื่องกันอย่างน้อย 3 ความถี่ ภายในเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง
icon-messenger
Compare product
0/4
Remove all
Compare
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy