ดึงหน้าชั้นลึกปลอดภัยไหม? เจาะลึกหลักฐานทางการแพทย์ระดับสากล เพื่อความอ่อนเยาว์ที่มั่นใจและปลอดภัยอย่างแท้จริง
Last updated: 31 May 2026
31 Views

เมื่ออายุเริ่มก้าวเข้าสู่วัยหลักสี่หรือหลักห้า ปัญหาความหย่อนคล้อยบนใบหน้าและลำคอเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงได้ยาก การทำศัลยกรรมดึงหน้า (Rhytidectomy) จึงกลายเป็นทางเลือกยอดนิยมในการทวงคืนความอ่อนเยาว์ ปรับปรุงความหย่อนคล้อยของผิวหนัง และแก้ไขการเคลื่อนตัวต่ำลงของเนื้อเยื่อชั้นลึก ทว่าในปัจจุบัน เทคนิคการผ่าตัดดึงหน้าได้ถูกพัฒนาไปไกลมาก โดยเฉพาะเทคนิคการดึงหน้าชั้นลึก หรือ Deep Plane Facelift ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากให้ผลลัพธ์ที่เรียบตึง ดูเป็นธรรมชาติ และคงอยู่ได้ยาวนานกว่าการดึงหน้าเทคนิดอื่น ๆ
แต่แน่นอนครับว่า ยิ่งเป็นหัตถการที่ลงลึก คำถามสำคัญที่หมอมักจะได้รับในห้องตรวจบ่อยที่สุด และเป็นคำถามที่คนไข้หลายท่านค้นหาคำตอบกันมากก็คือ ดึงหน้าชั้นลึกปลอดภัยไหม? กลัวว่าจะเสี่ยงต่อการโดนเส้นประสาทใบหน้า หรือมีผลข้างเคียงที่อันตรายกว่าการดึงหน้าทั่วไป เพื่อให้คนไข้ทุกท่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และโปร่งใสที่สุด วันนี้หมอจะขอพาทุกท่านไปเจาะลึกสถิติและข้อมูลจากงานวิจัยทางการแพทย์ระดับโลกฉบับล่าสุดกันครับ
เปิดสถิติวารสารการแพทย์ปี 2025: เปรียบเทียบความปลอดภัยการดึงหน้าชั้นลึก Deep Plane กับ ดึงหน้าชั้น SMAS
เพื่อตอบคำถามว่า ดึงหน้าชั้นลึกปลอดภัยไหม? เราจำเป็นต้องอ้างอิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือครับ ล่าสุดรายงานวิจัยเชิงระบบและผลวิเคราะห์อภิมาน (Systematic Review and Meta-analysis) ที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ระดับสากล Annals of Plastic Surgery (ฉบับเดือนพฤศจิกายน ปี 2025) ได้ทำการศึกษาและรวบรวมข้อมูลคนไข้ที่เข้ารับการผ่าตัดดึงหน้าจำนวนมากถึง 10,766 ราย จากการศึกษาทั้งหมด 47 งานวิจัยทั่วโลก
งานวิจัยฉบับนี้ได้ทำการเปรียบเทียบระหว่างการดึงหน้าเทคนิค SMAS Facelift ซึ่งเป็นการผ่าตัดในชั้นตื้นเหนือหรือภายในชั้นเนื้อเยื่อ SMAS กับการดึงหน้าเทคนิค Deep Plane Facelift ซึ่งเป็นการผ่าตัดในชั้นลึกใต้ชั้น SMAS เพื่อปลดล็อกเส้นเอ็นที่ยึดตรึงใบหน้า ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นสามารถช่วยลดความกังวลใจให้คนไข้ได้อย่างดีเยี่ยม ดังนี้ครับ
อัตราการบาดเจ็บของเส้นประสาทถาวร (Permanent Nerve Injury) ผลการวิเคราะห์ทางสถิติพบว่า ทั้งสองเทคนิคมีอัตราการเกิดเส้นประสาทบาดเจ็บถาวรอยู่ที่ 0% เท่ากัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการดึงหน้าชั้นลึกไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อเส้นประสาทอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด
อาการเส้นประสาทอ่อนแรงชั่วคราว (Neurapraxia) พบอัตราการเกิดชั่วคราวเฉลี่ยอยู่ที่ 4% ในเทคนิคดึงหน้าชั้นลึก และ 1% ในเทคนิคชั้น SMAS ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นเพียงอาการตึงรั้งหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงชั่วคราวจากเนื้อเยื่อรอบๆ บวม และสามารถหายเป็นปกติได้เองเมื่อเวลาผ่านไป
อัตราการเกิดภาวะเลือดคั่ง (Hematoma) เทคนิคดึงหน้าชั้นลึกมีอัตราการเกิดเลือดคั่งอยู่ที่ 3% ในขณะที่เทคนิคชั้น SMAS อยู่ที่ 2% ซึ่งในทางสถิติทางการแพทย์ ถือว่าไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
อัตราการติดเชื้อ (Infection) ทั้งสองเทคนิคมีอัตราการติดเชื้อที่ต่ำมากจนเกือบเป็น 0%
ภาวะผิวหนังตาย (Skin Necrosis) เทคนิคดึงหน้าชั้นลึกมีสถิติการเกิดผิวหนังตายอยู่ที่ 0% ในขณะที่เทคนิคชั้น SMAS อยู่ที่ 2% เนื่องจากเทคนิคชั้นลึกจะย้ายเนื้อเยื่อไปพร้อมกับชั้นไขมันและหล่อเลี้ยงด้วยเส้นเลือดชั้นลึกอย่างสมบูรณ์ ผิวหนังจึงบอบช้ำน้อยกว่า
บทสรุปทางการแพทย์
งานวิจัยระดับสากลสรุปชัดเจนว่า ทั้งเทคนิค SMAS และ Deep Plane มีมาตรฐานและระดับความปลอดภัยที่ "เทียบเท่ากัน" (Comparable Safety Profiles) ซึ่งช่วยทลายความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าการผ่าตัดดึงหน้าชั้นลึกจะมีความอันตรายสูงกว่าเทคนิคทั่วไป
ผลลัพธ์ความงามที่เหนือกว่า: ทำไม Deep Plane ถึงคุ้มค่า?
นอกเหนือจากเรื่องความปลอดภัยแล้ว ในแง่ของผลลัพธ์ความงาม งานวิจัยยังระบุว่าการดึงหน้าชั้นลึกช่วยตอบโจทย์ในเรื่องการฟื้นฟูความอ่อนเยาว์บริเวณ "ใบหน้าส่วนกลาง" (Midface Rejuvenation) ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหนือกว่าเทคนิคทั่วไปอย่างเด่นชัด ไม่ว่าจะเป็นการยกกระชับบริเวณโหนกแก้ม (Malar Eminence) การแก้ไขปัญหาร่องแก้มลึก (Melolabial Fold) รวมถึงการปรับกรอบหน้าและแนวกราม (Jowls) ให้คมชัดเรียบเนียนอย่างเป็นธรรมชาติ เนื่องจากเป็นการปลดล็อกและจัดตำแหน่งโครงสร้างกล้ามเนื้อและก้อนไขมันชั้นลึกโดยตรง ไม่ใช่เพียงแค่การดึงรั้งผิวหนังชั้นนอกให้ตึงเฉยๆ ครับ
ทำไมการดึงหน้าชั้นลึกที่ ALINE Clinic ถึงปลอดภัยและประณีตขั้นสุด?
แม้สถิติทั่วโลกจะยืนยันว่าการดึงหน้าชั้นลึกมีความปลอดภัยสูง แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ส่งผลต่อผลลัพธ์ความปลอดภัยและความงดงามของคนไข้แต่ละบุคคล ก็คือ "ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของศัลยแพทย์ผู้ผ่าตัด"
ที่ ALINE Clinic เรามุ่งเน้นการส่งมอบมาตรฐานการรักษาที่ปลอดภัยและพรีเมียมที่สุดในทุกมิติ
ดูแลโดยคุณหมอภูวิช ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางใบหน้า คุณหมอภูวิชมีความเข้าใจทางด้านกายวิภาค (Anatomy) ของชั้นผิว เส้นเลือด และลายเส้นประสาทบนใบหน้าอย่างลึกซึ้ง ทำให้สามารถทำการแยกชั้นเนื้อเยื่อและหลบเลี่ยงเส้นประสาทได้อย่างแม่นยำ บอบช้ำน้อย และปลอดภัยสูงสุด
นโยบายเอกสิทธิ์ "รับดึงหน้า Deep Plane วันละ 1 เคสเท่านั้น" เพราะความปลอดภัยและผลลัพธ์ระดับมาสเตอร์พีซเป็นสิ่งที่เรายึดมั่นที่สุด คุณหมอภูวิชจึงจำกัดการผ่าตัดดึงหน้าเคสใหญ่เพียงวันละ 1 เคส เพื่อให้สามารถทุ่มเทสมาธิ พลังงาน และเวลาทั้งหมดในการเย็บยกกระชับโครงสร้างลึกอย่างละเอียดถี่ถ้วนในทุกๆ มิลลิเมตร
มาตรฐานการดูแลระดับโรงพยาบาลชั้นนำ ห้องผ่าตัดของ ALINE Clinic ผ่านมาตรฐานปลอดเชื้อสากล ควบคุมแรงดันอากาศอย่างถูกต้อง พร้อมการดูแลขั้นตอนการระงับความเจ็บปวด ตลอดการผ่าตัดจนกระทั่งคนไข้ฟื้นตัว
สรุปส่งท้าย: เลือกสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อความอ่อนเยาว์อย่างปลอดภัย
หากคุณกำลังตั้งคำถามว่า ดึงหน้าชั้นลึกปลอดภัยไหม คำตอบในทางการแพทย์ฉบับอัปเดตล่าสุดยืนยันแล้วว่า เทคนิคนี้มีความปลอดภัยสูงและให้ผลลัพธ์ในการย้อนวัยที่ยอดเยี่ยม ปัจจัยสำคัญจึงอยู่ที่การเลือกสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน และศัลยแพทย์เฉพาะทางที่มีความชำนาญสูงเพื่อวิเคราะห์ปัญหาผิวหน้าแบบ Case-by-Case ครับ
สำหรับท่านใดที่กำลังกังวลใจเรื่องความหย่อนคล้อย คืนกรอบหน้าไม่ชัด หรือร่องแก้มลึก และต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างใบหน้าอย่างตรงไปตรงมา สามารถส่งรูปถ่ายหน้าตรงมาให้คุณหมอช่วยประเมินเบื้องต้น หรือนัดหมายเข้ามาพูดคุยปรึกษากับหมอที่ ALINE Clinic ก่อนได้เลยครับ ยินดีต้อนรับและพร้อมดูแลทุกท่านด้วยความจริงใจครับ
แหล่งอ้างอิง:
https://www.facialplastic.theclinics.com/article/S1064-7406(22)00015-3/abstract
https://journals.lww.com/annalsplasticsurgery/abstract/2025/11000/comparing_the_safety_and_efficacy_of_superficial.19.aspx
แต่แน่นอนครับว่า ยิ่งเป็นหัตถการที่ลงลึก คำถามสำคัญที่หมอมักจะได้รับในห้องตรวจบ่อยที่สุด และเป็นคำถามที่คนไข้หลายท่านค้นหาคำตอบกันมากก็คือ ดึงหน้าชั้นลึกปลอดภัยไหม? กลัวว่าจะเสี่ยงต่อการโดนเส้นประสาทใบหน้า หรือมีผลข้างเคียงที่อันตรายกว่าการดึงหน้าทั่วไป เพื่อให้คนไข้ทุกท่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และโปร่งใสที่สุด วันนี้หมอจะขอพาทุกท่านไปเจาะลึกสถิติและข้อมูลจากงานวิจัยทางการแพทย์ระดับโลกฉบับล่าสุดกันครับ
เปิดสถิติวารสารการแพทย์ปี 2025: เปรียบเทียบความปลอดภัยการดึงหน้าชั้นลึก Deep Plane กับ ดึงหน้าชั้น SMAS
เพื่อตอบคำถามว่า ดึงหน้าชั้นลึกปลอดภัยไหม? เราจำเป็นต้องอ้างอิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือครับ ล่าสุดรายงานวิจัยเชิงระบบและผลวิเคราะห์อภิมาน (Systematic Review and Meta-analysis) ที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ระดับสากล Annals of Plastic Surgery (ฉบับเดือนพฤศจิกายน ปี 2025) ได้ทำการศึกษาและรวบรวมข้อมูลคนไข้ที่เข้ารับการผ่าตัดดึงหน้าจำนวนมากถึง 10,766 ราย จากการศึกษาทั้งหมด 47 งานวิจัยทั่วโลก
งานวิจัยฉบับนี้ได้ทำการเปรียบเทียบระหว่างการดึงหน้าเทคนิค SMAS Facelift ซึ่งเป็นการผ่าตัดในชั้นตื้นเหนือหรือภายในชั้นเนื้อเยื่อ SMAS กับการดึงหน้าเทคนิค Deep Plane Facelift ซึ่งเป็นการผ่าตัดในชั้นลึกใต้ชั้น SMAS เพื่อปลดล็อกเส้นเอ็นที่ยึดตรึงใบหน้า ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นสามารถช่วยลดความกังวลใจให้คนไข้ได้อย่างดีเยี่ยม ดังนี้ครับ
อัตราการบาดเจ็บของเส้นประสาทถาวร (Permanent Nerve Injury) ผลการวิเคราะห์ทางสถิติพบว่า ทั้งสองเทคนิคมีอัตราการเกิดเส้นประสาทบาดเจ็บถาวรอยู่ที่ 0% เท่ากัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการดึงหน้าชั้นลึกไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อเส้นประสาทอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด
อาการเส้นประสาทอ่อนแรงชั่วคราว (Neurapraxia) พบอัตราการเกิดชั่วคราวเฉลี่ยอยู่ที่ 4% ในเทคนิคดึงหน้าชั้นลึก และ 1% ในเทคนิคชั้น SMAS ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นเพียงอาการตึงรั้งหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงชั่วคราวจากเนื้อเยื่อรอบๆ บวม และสามารถหายเป็นปกติได้เองเมื่อเวลาผ่านไป
อัตราการเกิดภาวะเลือดคั่ง (Hematoma) เทคนิคดึงหน้าชั้นลึกมีอัตราการเกิดเลือดคั่งอยู่ที่ 3% ในขณะที่เทคนิคชั้น SMAS อยู่ที่ 2% ซึ่งในทางสถิติทางการแพทย์ ถือว่าไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
อัตราการติดเชื้อ (Infection) ทั้งสองเทคนิคมีอัตราการติดเชื้อที่ต่ำมากจนเกือบเป็น 0%
ภาวะผิวหนังตาย (Skin Necrosis) เทคนิคดึงหน้าชั้นลึกมีสถิติการเกิดผิวหนังตายอยู่ที่ 0% ในขณะที่เทคนิคชั้น SMAS อยู่ที่ 2% เนื่องจากเทคนิคชั้นลึกจะย้ายเนื้อเยื่อไปพร้อมกับชั้นไขมันและหล่อเลี้ยงด้วยเส้นเลือดชั้นลึกอย่างสมบูรณ์ ผิวหนังจึงบอบช้ำน้อยกว่า
บทสรุปทางการแพทย์
งานวิจัยระดับสากลสรุปชัดเจนว่า ทั้งเทคนิค SMAS และ Deep Plane มีมาตรฐานและระดับความปลอดภัยที่ "เทียบเท่ากัน" (Comparable Safety Profiles) ซึ่งช่วยทลายความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าการผ่าตัดดึงหน้าชั้นลึกจะมีความอันตรายสูงกว่าเทคนิคทั่วไป
ผลลัพธ์ความงามที่เหนือกว่า: ทำไม Deep Plane ถึงคุ้มค่า?
นอกเหนือจากเรื่องความปลอดภัยแล้ว ในแง่ของผลลัพธ์ความงาม งานวิจัยยังระบุว่าการดึงหน้าชั้นลึกช่วยตอบโจทย์ในเรื่องการฟื้นฟูความอ่อนเยาว์บริเวณ "ใบหน้าส่วนกลาง" (Midface Rejuvenation) ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหนือกว่าเทคนิคทั่วไปอย่างเด่นชัด ไม่ว่าจะเป็นการยกกระชับบริเวณโหนกแก้ม (Malar Eminence) การแก้ไขปัญหาร่องแก้มลึก (Melolabial Fold) รวมถึงการปรับกรอบหน้าและแนวกราม (Jowls) ให้คมชัดเรียบเนียนอย่างเป็นธรรมชาติ เนื่องจากเป็นการปลดล็อกและจัดตำแหน่งโครงสร้างกล้ามเนื้อและก้อนไขมันชั้นลึกโดยตรง ไม่ใช่เพียงแค่การดึงรั้งผิวหนังชั้นนอกให้ตึงเฉยๆ ครับ
ทำไมการดึงหน้าชั้นลึกที่ ALINE Clinic ถึงปลอดภัยและประณีตขั้นสุด?
แม้สถิติทั่วโลกจะยืนยันว่าการดึงหน้าชั้นลึกมีความปลอดภัยสูง แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ส่งผลต่อผลลัพธ์ความปลอดภัยและความงดงามของคนไข้แต่ละบุคคล ก็คือ "ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของศัลยแพทย์ผู้ผ่าตัด"
ที่ ALINE Clinic เรามุ่งเน้นการส่งมอบมาตรฐานการรักษาที่ปลอดภัยและพรีเมียมที่สุดในทุกมิติ
ดูแลโดยคุณหมอภูวิช ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางใบหน้า คุณหมอภูวิชมีความเข้าใจทางด้านกายวิภาค (Anatomy) ของชั้นผิว เส้นเลือด และลายเส้นประสาทบนใบหน้าอย่างลึกซึ้ง ทำให้สามารถทำการแยกชั้นเนื้อเยื่อและหลบเลี่ยงเส้นประสาทได้อย่างแม่นยำ บอบช้ำน้อย และปลอดภัยสูงสุด
นโยบายเอกสิทธิ์ "รับดึงหน้า Deep Plane วันละ 1 เคสเท่านั้น" เพราะความปลอดภัยและผลลัพธ์ระดับมาสเตอร์พีซเป็นสิ่งที่เรายึดมั่นที่สุด คุณหมอภูวิชจึงจำกัดการผ่าตัดดึงหน้าเคสใหญ่เพียงวันละ 1 เคส เพื่อให้สามารถทุ่มเทสมาธิ พลังงาน และเวลาทั้งหมดในการเย็บยกกระชับโครงสร้างลึกอย่างละเอียดถี่ถ้วนในทุกๆ มิลลิเมตร
มาตรฐานการดูแลระดับโรงพยาบาลชั้นนำ ห้องผ่าตัดของ ALINE Clinic ผ่านมาตรฐานปลอดเชื้อสากล ควบคุมแรงดันอากาศอย่างถูกต้อง พร้อมการดูแลขั้นตอนการระงับความเจ็บปวด ตลอดการผ่าตัดจนกระทั่งคนไข้ฟื้นตัว
สรุปส่งท้าย: เลือกสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อความอ่อนเยาว์อย่างปลอดภัย
หากคุณกำลังตั้งคำถามว่า ดึงหน้าชั้นลึกปลอดภัยไหม คำตอบในทางการแพทย์ฉบับอัปเดตล่าสุดยืนยันแล้วว่า เทคนิคนี้มีความปลอดภัยสูงและให้ผลลัพธ์ในการย้อนวัยที่ยอดเยี่ยม ปัจจัยสำคัญจึงอยู่ที่การเลือกสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน และศัลยแพทย์เฉพาะทางที่มีความชำนาญสูงเพื่อวิเคราะห์ปัญหาผิวหน้าแบบ Case-by-Case ครับ
สำหรับท่านใดที่กำลังกังวลใจเรื่องความหย่อนคล้อย คืนกรอบหน้าไม่ชัด หรือร่องแก้มลึก และต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างใบหน้าอย่างตรงไปตรงมา สามารถส่งรูปถ่ายหน้าตรงมาให้คุณหมอช่วยประเมินเบื้องต้น หรือนัดหมายเข้ามาพูดคุยปรึกษากับหมอที่ ALINE Clinic ก่อนได้เลยครับ ยินดีต้อนรับและพร้อมดูแลทุกท่านด้วยความจริงใจครับ
แหล่งอ้างอิง:
https://www.facialplastic.theclinics.com/article/S1064-7406(22)00015-3/abstract
https://journals.lww.com/annalsplasticsurgery/abstract/2025/11000/comparing_the_safety_and_efficacy_of_superficial.19.aspx
Related Content
ในยุคที่คลินิกศัลยกรรมความงามแข่งขันกันรุนแรงทั่วประเทศ… หลายแห่งมุ่งเน้นจำนวนเคส แต่ ALINE Clinic เลือกยืนหยัดในจุดยืนที่แตกต่าง “คุณภาพต้องมาก่อนปริมาณ" เพราะเรารู้ว่า…การดึงหน้าไม่ใช่เพียงหัตถการ แต่คือศิลปะ ความเชี่ยวชาญ ความปลอดภัยที่ต้องทำด้วยความละเอียดในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การประเมิน วางแผน ไปจนถึงดูแลหลังผ่าตัด มาค้นหา 10 เหตุผลสำคัญ ที่ทำให้การดึงหน้าที่ ALINE Clinic ไม่เหมือนใครในโคราช และทำไมผู้คนจากหลายจังหวัดถึงไว้วางใจเลือกเราเป็นที่หนึ่งด้านการดึงหน้าที่เรา
การศัลยกรรมดึงหน้าเป็นหนึ่งในวิธีคืนความอ่อนเยาว์ที่ได้รับความนิยมสูงในกลุ่มผู้หญิงวัย 45–60 ปี เพราะช่วยยกกระชับผิว ลดรอยเหี่ยวย่น และเสริมความมั่นใจได้อย่างชัดเจน แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่คาดคิดคือ แม้จะลงทุนทำการผ่าตัดแล้ว ผิวอาจกลับมาหย่อนคล้อยเร็วกว่าที่ควร ซึ่งมักเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน บทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจ 5 สาเหตุหลักของผิวหย่อนคล้อยหลังดึงหน้า เพื่อช่วยให้คุณวางแผนและตัดสินใจได้อย่างรอบคอบ พร้อมแนวทางดูแลให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานที่สุด
หากพูดถึงการศัลยกรรมที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในกลุ่มผู้สูงวัย คงหนีไม่พ้น การศัลยกรรมดึงหน้า ด้วยวิวัฒนาการด้านการแพทย์รวมทั้งเทคนิคในการผ่าตัดดึงหน้าในปัจจุบันได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้การผ่าตัดดึงหน้าได้ผลลัพธ์ดีกว่าการผ่าตัดดึงหน้าในอดีต, ข่าวสารข้อมูลทางการแพทย์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผ่าตัดดึงหน้าได้ถูกส่งต่ออย่างมากมายในสื่ออินเตอร์เน็ต จนทำให้ผู้ที่สนใจดึงหน้ามีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการผ่าตัดดึงหน้าเพิ่มมากขึ้น จึงส่งผลให้การศัลยกรรมดึงหน้าในประเทศไทยกำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายนั้นเอง


