เปิดโครงสร้างใบหน้า 5 ชั้น ทำไมการดึงหน้าชั้นลึก (Deep Plane) ถึงให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติที่สุด
Last updated: 2 Jun 2026
15 Views

เมื่อเราเริ่มก้าวเข้าสู่วัยที่ต้องการทวงคืนความอ่อนเยาว์ หัตถการอย่างการฉีดฟิลเลอร์ การร้อยไหม หรือการใช้เครื่องยกกระชับ มักจะเป็นสิ่งแรก ๆ ที่เรานึกถึงครับ แต่คนไข้หลายท่านอาจเคยประสบปัญหาว่า ยิ่งเติมเต็มหรือยิ่งร้อยไหม ใบหน้ากลับยิ่งดูอูมแน่น หนา และแสดงอารมณ์ได้ไม่เป็นธรรมชาติ นั่นเป็นเพราะหัตถการเหล่านั้นทำงานอยู่เพียงแค่ผิวชั้นตื้นเท่านั้นครับ
บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจว่าทำไมศัลยแพทย์ตกแต่งใบหน้าจึงเลือกศัลยกรรมดึงหน้าชั้นลึกเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติและคงทน
ใบหน้าของเราประกอบด้วย 5 ชั้นหลัก
ในวารสารทางการแพทย์ระดับโลก Facial Plastic Surgery Clinics of North America (Surek & Moorefield, 2022) ได้อธิบายไว้ชัดเจนว่า ใบหน้าของมนุษย์เรานั้นถูกแบ่งออกเป็น 5 ชั้นตามระดับความลึก
Layer 1: ชั้นผิวหนังภายนอก (Epidermis & Dermis)
Layer 2: ชั้นไขมันใต้ผิวหนังส่วนตื้น (Subcutaneous Fat)
Layer 3: ชั้นพังผืดกล้ามเนื้อ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ SMAS (Superficial Musculoaponeurotic System)
Layer 4: ชั้นช่องว่างเนื้อเยื่อและเส้นเอ็นยึดตรึงใบหน้า (Sub-SMAS potential spaces & Retaining ligaments)
Layer 5: ชั้นเยื่อหุ้มกระดูกและพังผืดลึก (Periosteum & Deep Fascia)
ดึงหน้าชั้นลึกทำที่ชั้นไหน?
การแก้ไขความหย่อนคล้อยในอดีตมักจะวนเวียนอยู่แค่ในระดับ Layer 1 ถึง Layer 3 ซึ่งเป็นการดึงรั้งผิวหนังชั้นบนให้ตึงเฉย ๆ แต่ต้นตอที่แท้จริงของความร่วงโรยตามวัย เกิดจากการที่เส้นเอ็นยึดตรึงใน Layer 4 เริ่มหย่อนคล้อยลงตามแรงโน้มถ่วง ส่งผลให้กลุ่มก้อนไขมันแก้มธรรมชาติสไลด์ตัวต่ำลงมากองด้านล่าง
ด้วยเหตุนี้ เทคนิคการดึงหน้าชั้นลึก หรือ Deep Plane Facelift จึงถูกคิดค้นขึ้นเพื่อลงลึกไปทำการผ่าตัดในชั้น Layer 4 (Sub-SMAS Plane) โดยเฉพาะ ศัลยแพทย์จะเข้าไปปลดล็อกเส้นเอ็นที่ยึดตึงและจัดระเบียบย้ายตำแหน่งโครงสร้างก้อนไขมันและกล้ามเนื้อที่ตกหล่น ให้กลับขึ้นไปล็อกไว้ในตำแหน่งเดิมที่เคยอ่อนเยาว์อย่างประณีต ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ใช่แค่ผิวที่ตึงรั้งแบบผิดธรรมชาติ แต่เป็นใบหน้าที่ดูอิ่มฟู มีมิติ อ่อนเยาว์ลงอย่างกลมกลืน และคงอยู่ยาวนานกว่าเทคนิคดั้งเดิมอย่างเห็นได้ชัดครับ อ่านต่อ ศัลยกรรมดึงหน้าเทคนิค Deep Plane Facelift
แหล่งอ้างอิง https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/35501058/
บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจว่าทำไมศัลยแพทย์ตกแต่งใบหน้าจึงเลือกศัลยกรรมดึงหน้าชั้นลึกเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติและคงทน
ใบหน้าของเราประกอบด้วย 5 ชั้นหลัก
ในวารสารทางการแพทย์ระดับโลก Facial Plastic Surgery Clinics of North America (Surek & Moorefield, 2022) ได้อธิบายไว้ชัดเจนว่า ใบหน้าของมนุษย์เรานั้นถูกแบ่งออกเป็น 5 ชั้นตามระดับความลึก
Layer 1: ชั้นผิวหนังภายนอก (Epidermis & Dermis)
Layer 2: ชั้นไขมันใต้ผิวหนังส่วนตื้น (Subcutaneous Fat)
Layer 3: ชั้นพังผืดกล้ามเนื้อ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ SMAS (Superficial Musculoaponeurotic System)
Layer 4: ชั้นช่องว่างเนื้อเยื่อและเส้นเอ็นยึดตรึงใบหน้า (Sub-SMAS potential spaces & Retaining ligaments)
Layer 5: ชั้นเยื่อหุ้มกระดูกและพังผืดลึก (Periosteum & Deep Fascia)
ดึงหน้าชั้นลึกทำที่ชั้นไหน?
การแก้ไขความหย่อนคล้อยในอดีตมักจะวนเวียนอยู่แค่ในระดับ Layer 1 ถึง Layer 3 ซึ่งเป็นการดึงรั้งผิวหนังชั้นบนให้ตึงเฉย ๆ แต่ต้นตอที่แท้จริงของความร่วงโรยตามวัย เกิดจากการที่เส้นเอ็นยึดตรึงใน Layer 4 เริ่มหย่อนคล้อยลงตามแรงโน้มถ่วง ส่งผลให้กลุ่มก้อนไขมันแก้มธรรมชาติสไลด์ตัวต่ำลงมากองด้านล่าง
ด้วยเหตุนี้ เทคนิคการดึงหน้าชั้นลึก หรือ Deep Plane Facelift จึงถูกคิดค้นขึ้นเพื่อลงลึกไปทำการผ่าตัดในชั้น Layer 4 (Sub-SMAS Plane) โดยเฉพาะ ศัลยแพทย์จะเข้าไปปลดล็อกเส้นเอ็นที่ยึดตึงและจัดระเบียบย้ายตำแหน่งโครงสร้างก้อนไขมันและกล้ามเนื้อที่ตกหล่น ให้กลับขึ้นไปล็อกไว้ในตำแหน่งเดิมที่เคยอ่อนเยาว์อย่างประณีต ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ใช่แค่ผิวที่ตึงรั้งแบบผิดธรรมชาติ แต่เป็นใบหน้าที่ดูอิ่มฟู มีมิติ อ่อนเยาว์ลงอย่างกลมกลืน และคงอยู่ยาวนานกว่าเทคนิคดั้งเดิมอย่างเห็นได้ชัดครับ อ่านต่อ ศัลยกรรมดึงหน้าเทคนิค Deep Plane Facelift
แหล่งอ้างอิง https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/35501058/
Related Content
CUPID Lip Lift คือการศัลยกรรมยกริมฝีปากบน ที่ช่วยปรับสัดส่วนปากให้ดูสมดุล อ่อนเยาว์ และมีเสน่ห์มากขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีริมฝีปากบนยาวเกินไป หรืออยากให้ริมฝีปากดูอวบอิ่มขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ


